BAFTA Screenwriters ศึกษา 🤓📝🎞️

สรุปโดย : Gemini 2.5 Pro

BAFTA Screenwriters' Lecture Series คือ ?

BAFTA Screenwriters' Lecture Series คือโครงการปาฐกถาประจำปีอันทรงเกียรติที่จัดโดย BAFTA (The British Academy of Film and Television Arts) หรือสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์บริติชครับ สรุปสาระสำคัญของโครงการนี้ได้ดังนี้ครับ:

  1. วัตถุประสงค์หลัก: โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ "เฉลิมฉลองศิลปะและศาสตร์แห่งการเขียนบทภาพยนตร์" โดยการเชิญนักเขียนบทภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมาแบ่งปันประสบการณ์, แนวคิด, และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมอบความรู้เชิงลึกให้กับนักเขียนบทรุ่นใหม่, นักศึกษา, และผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

  2. ผู้บรรยาย: ผู้ที่ได้รับเชิญมาบรรยายล้วนเป็นนักเขียนบทระดับแนวหน้าของวงการภาพยนตร์ ทั้งจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา หลายคนเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลออสการ์หรือ BAFTA มาแล้ว ซึ่งก็คือบุคคลที่เราได้คุยกันไปก่อนหน้านี้ เช่น:

  • ฌอน เบเกอร์ (Sean Baker) - The Florida Project

  • ไทกา ไวทีที (Taika Waititi) - Jojo Rabbit

  • บงจุนโฮ (Bong Joon-Ho) - Parasite

  • โรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส (Robert Eggers) - The Lighthouse

  • กีเยร์โม อาร์เรียกา (Guillermo Arriaga) - Babel, 21 Grams

  • และอีกมากมาย เช่น เอ็มม่า ทอมป์สัน (Emma Thompson), วิลเลียม นิโคลสัน (William Nicholson), จอห์น โลแกน (John Logan)

  1. เนื้อหาการบรรยาย: หัวข้อการบรรยายจะมีความหลากหลายและเจาะลึกไปที่ประสบการณ์ตรงของผู้บรรยายแต่ละคน เช่น:

  • ที่มาของแรงบันดาลใจ

  • กระบวนการเขียนตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ

  • เทคนิคและแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

  • ความท้าทายและวิธีการเอาชนะอุปสรรคในอาชีพ

  • การทำงานร่วมกับผู้กำกับและทีมงาน

  • มุมมองต่อวงการภาพยนตร์ในปัจจุบัน

  1. การเข้าถึง: สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโครงการนี้คือ BAFTA ได้บันทึกปาฐกถาเหล่านี้ไว้และเผยแพร่ให้คนทั่วไปสามารถรับชมได้ฟรีผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะบน BAFTA Guru ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของ BAFTA เอง รวมถึงบนช่อง YouTube ทางการของ BAFTA ทำให้เป็นแหล่งข้อมูลล้ำค่าสำหรับทุกคนทั่วโลกที่สนใจศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ โดยสรุปแล้ว BAFTA Screenwriters' Lecture Series ก็คือเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้โดยตรงจาก "มันสมอง" เบื้องหลังภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมหลายๆ เรื่องครับ

ฌอน เบเกอร์ (Sean Baker)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ ฌอน เบเกอร์ (Sean Baker) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture ครับ เขาได้พูดถึงกระบวนการสร้างภาพยนตร์ของเขา โดยเน้นย้ำว่าเขามองว่าการเขียนบท การกำกับ และการตัดต่อเป็นบทบาทที่เชื่อมโยงถึงกัน [00:41] เขาอธิบายว่าเขา "เขียน" ภาพยนตร์ของเขาสามครั้ง:

  • บทภาพยนตร์เริ่มต้น [01:04]: เขียนขึ้นตามแบบแผน แต่มีคำแนะนำในการกำกับและหมายเหตุเกี่ยวกับการใช้แนวทางแบบสารคดีสำหรับบางช่วงเวลามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการแสดงด้นสดกับนักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพ [01:12]

  • ระหว่างการผลิต (การเขียนใหม่) [01:55]: เบเกอร์สนับสนุนการแสดงด้นสดในกองถ่าย โดยชี้นำให้นักแสดงด้นสดตามธีมและปรับแก้บทสนทนา เขาและคริส เบอร์โกช ผู้เขียนบทร่วมของเขา เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงในโครงเรื่องและพัฒนาการของตัวละคร เพื่อให้เรื่องราวพัฒนาไปอย่างเป็นธรรมชาติ เขาอ้างถึงเรื่อง Tangerine เป็นตัวอย่าง ซึ่งมีการเขียนจุดหักเหสำคัญในองก์ที่สามที่เกี่ยวข้องกับการหักหลังขึ้นระหว่างการผลิต [04:17]

  • หลังการผลิต (การตัดต่อ) [06:01]: ในฐานะที่เป็นผู้ตัดต่อเอง เบเกอร์มีอิสระในการนิยามภาพยนตร์ใหม่ในห้องตัดต่อ เขาปฏิบัติต่อมันเหมือนกับการตัดต่อสารคดี โดยเล่นกับลำดับเวลา จังหวะ และผลกระทบทางอารมณ์ เขาพูดถึงเรื่อง The Florida Project ที่ฉากซึ่งเดิมอยู่ในหน้า 60 ถูกย้ายมาอยู่ที่นาทีที่ 25 ของภาพยนตร์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเร็วขึ้น [07:31] เบเกอร์กล่าวว่าเขาไม่ได้มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างบทภาพยนตร์แบบดั้งเดิมหรือทฤษฎีต่างๆ เขาต้องการให้โครงสร้างไม่ปรากฏชัดในภาพยนตร์ของเขา [10:19]

  • เขาเน้นถึงอิทธิพลทางโครงสร้างที่สำคัญต่อภาพยนตร์สามเรื่องล่าสุดของเขา (Starlet, Tangerine, และ The Florida Project) [12:33]: สารคดีปี 2006 ของเจค อเดลสไตน์ เรื่อง The Great Happiness Space: Tale of an Osaka Love Thief [13:44]

  • เบเกอร์นำกลวิธีการ "เปิดเผยตัวตนของตัวละคร" นี้มาใช้ในภาพยนตร์ของเขาเอง:

    • Starlet [23:59]: เจน ตัวเอกของเรื่อง ถูกเปิดเผยว่าเป็นผู้ให้บริการทางเพศในอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ประมาณครึ่งเรื่อง [27:23]

    • Tangerine [27:40]: ราซมิค คนขับรถแท็กซี่ชาวอาร์เมเนีย ถูกเปิดเผยว่าเป็นเกย์ประมาณนาทีที่ 40 ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาที่รุนแรงจากผู้ชมบางส่วน [31:15]

    • The Florida Project [33:28]: การเปิดเผยที่แนบเนียนยิ่งขึ้นประมาณครึ่งเรื่องบ่งชี้ว่าบ็อบบี้ ผู้จัดการโมเต็ล กำลังจ่ายเงินให้ลูกชายที่ห่างเหินของเขาเองเพื่อแลกกับการได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตัวละครของบ็อบบี้และการปฏิสัมพันธ์ของเขากับผู้พักอาศัย [36:16]

เบเกอร์ยังพูดถึงแนวทางของเขาในการเข้าไปคลุกคลีในโลกและวัฒนธรรมย่อยต่างๆ โดยเน้นย้ำถึงการนำเสนออย่างรับผิดชอบและให้เกียรติ [39:03] เขาร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสมาชิกในชุมชนเพื่อให้แน่ใจว่าการเล่าเรื่องนั้นสมจริง [40:35]

บงจุนโฮ (Bong Joon Ho)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ บงจุนโฮ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture ครับ นี่คือประเด็นสำคัญจากวิดีโอ:

  • แรงบันดาลใจและอิทธิพล (00:03:00): เขาชื่นชม อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก อย่างมาก โดยเฉพาะปรัชญาที่ว่าการฆาตกรรมจะน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อเกิดขึ้นในสถานการณ์ธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกลายเป็นคติประจำใจของเขาในการเขียนบทภาพยนตร์ [03:53]

  • กระบวนการเขียนบท (00:06:36): ปัจจุบันเขากำลังเขียนบทภาพยนตร์สามเรื่องถัดไป โดยใช้เวลาว่างบนเครื่องบินและในโรงแรม เขามักจะตื่นแต่เช้าประมาณตี 5 ครึ่ง และทำงานในร้านกาแฟเงียบๆ [08:29]

  • การพัฒนาตัวละคร (00:19:35): เวลาสร้างตัวละคร เขาจะไม่แยกตัวละครออกจากสถานการณ์ แต่จะเจาะลึกไปที่การกระทำและพฤติกรรมผิวเผินก่อน แล้วจึงสะท้อนกลับมาว่าพวกเขาเป็นคนแบบไหน โดยให้ความสำคัญกับการบรรยายการกระทำเป็นหลัก [20:20]

  • ภาพยนตร์เรื่อง "The Host" (อสูรนรกกลายพันธุ์) (2006) (00:34:32): เขาเปลี่ยนหนังสัตว์ประหลาดให้กลายเป็นหนังเกี่ยวกับการลักพาตัว โดยมีสัตว์ประหลาดเป็นผู้ลักพาตัว [35:51] การเปลี่ยนแนวนี้ทำให้เขาสามารถสำรวจการต่อสู้ของครอบครัวและการขาดการสนับสนุนจากสังคมได้ [40:12]

  • การใช้แนวภาพยนตร์ (Genre) และความเป็นจริงของเกาหลี (00:37:34): บงจุนโฮใช้แนวภาพยนตร์ โดยเฉพาะไซไฟ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และโลก เขาสนุกกับการที่กฎของหนังฮอลลีวูดมาปะทะกับความเป็นจริงของเกาหลี ซึ่งสร้างอารมณ์ขันและรอยร้าวที่น่าสนใจ [38:16]

  • ภาพยนตร์เรื่อง "Parasite" (ชนชั้นปรสิต) (2019) (00:29:21): เขาเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงการเป็นครูสอนพิเศษให้กับเด็กชายจากครอบครัวที่ร่ำรวย และรู้สึก "เพลิดเพลินอย่างใกล้ชิด" จากการได้สังเกตชีวิตส่วนตัวของผู้อื่น [29:33]

  • พลวัตของครอบครัวในภาพยนตร์ (00:41:27): เขาสังเกตว่าครอบครัวในภาพยนตร์ของเขา เช่นใน "The Host" และ "Parasite" แม้จะทะเลาะกันแต่สุดท้ายก็ยังอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่ใช่ครอบครัวแบบดิสนีย์ที่แสดงความรักกันอย่างเปิดเผย [41:46]

มอยรา บุฟฟินี (Moira Buffini)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ มอยรา บุฟฟินี (Moira Buffini) นักเขียนบทละครและบทภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture ครับ นี่คือประเด็นสำคัญจากวิดีโอ:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่วงการภาพยนตร์ [00:29]: มอยรา บุฟฟินี ซึ่งเดิมเป็นนักเขียนบทละครมากว่า 10 ปี ได้ผันตัวมาเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ และได้เขียนบทภาพยนตร์สองเรื่องอย่างรวดเร็วใน 18 เดือนคือ "Tamara Drewe" และ "Jane Eyre"

  • บทบาทของนักเขียนบทภาพยนตร์ [01:52]: เธอกล่าวว่านักเขียนบทมักจะทำงานคนเดียวและทำงานของตนเสร็จสิ้นก่อนที่ขั้นตอนอื่นๆ ของการผลิตภาพยนตร์จะเริ่มต้นขึ้น บทภาพยนตร์เป็นเอกสารที่ลื่นไหลและปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งต้องมีความแข็งแรงแต่ก็เปิดรับการเปลี่ยนแปลง

  • การทำงานร่วมกับผู้กำกับ สตีเฟน เฟรียร์ส [04:26]: เธอเล่าถึงความสัมพันธ์ในการทำงานกับผู้กำกับ สตีเฟน เฟรียร์ส ในเรื่อง "Tamara Drewe" ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบทหลายอย่างในกองถ่าย เธอได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกนักแสดงไปจนถึงการตัดต่อขั้นสุดท้าย ซึ่งเธอถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม

  • ความท้าทายของแนวภาพยนตร์ (Genre) [09:09]: เธอยอมรับว่าบทละครมักจะท้าทายกรอบของแนวภาพยนตร์ ซึ่งเป็นทัศนคติที่เธอเคยนำมาใช้กับการเขียนบทภาพยนตร์ในตอนแรก แต่ในเรื่อง "Byzantium" ซึ่งดัดแปลงจากบทละครของเธอเอง ผู้กำกับ นีล จอร์แดน ได้ช่วยให้เธอยอมรับแนวภาพยนตร์แวมไพร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกลับช่วยเสริมเรื่องราวให้ดีขึ้น และพิสูจน์ว่าการทำตามกฎของแนวภาพยนตร์ก็สามารถนำไปสู่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ [17:18]

  • การดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่อง "Jane Eyre" [10:41]: เธอตัดสินใจดัดแปลง "Jane Eyre" เพราะรักหนังสือเล่มนี้และเชื่อว่าจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ เธอได้ปรับโครงสร้างของนิยายที่เป็นเส้นตรงให้กลายเป็นวงกลมและกระชับขึ้นเพื่อให้เหมาะกับสื่อภาพยนตร์

  • ความผูกพันของนักเขียนกับผลงาน [13:32]: เธอพูดถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งของนักเขียนที่มีต่อผลงาน เปรียบเสมือน "เชือกที่ผูกอยู่ใต้หัวใจ" และความเจ็บปวดเมื่อผลงานถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีหรือไม่ได้รับความใส่ใจ

  • การเขียนบทดัดแปลง ปะทะ บทภาพยนตร์ดั้งเดิม [14:38]: เธอยอมรับว่าเธอ "กลัวเกินไป" ที่จะลองเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิม (Original Screenplay) เนื่องจากขาดการควบคุมทางศิลปะและธรรมชาติของการทำงานร่วมกันในวงการภาพยนตร์ การดัดแปลงบทนั้น "ง่ายกว่า" เพราะเนื้อหาต้นฉบับเป็นพื้นที่ร่วมกันสำหรับผู้ทำงานร่วมกัน

  • การเขียนตัวละครหญิง [19:33]: เธอแสดงความปรารถนาที่จะเขียนบทที่ "น่าอร่อย" (delicious) สำหรับนักแสดงหญิง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเล่าเรื่องที่ชีวิตของผู้หญิงเป็นหัวใจของภาพยนตร์ นอกเหนือไปจากหนังรอมคอมและหนังสยองขวัญ

  • โครงสร้างบทภาพยนตร์ [24:39]: บุฟฟินีปฏิเสธ "ภาษาที่ปราศจากชีวิตชีวา" และกฎเกณฑ์ที่ตายตัวของตำราเขียนบท เธอมองว่าโครงสร้างเป็นเหมือน "โครงปีนป่าย" ที่เปิดโอกาสให้เสี่ยงได้ ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางวิทยาศาสตร์

ไทกา ไวทีที (Taika Waititi)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ ไทกา ไวทีที ผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดงชาวนิวซีแลนด์ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture Series ครับ นี่คือประเด็นสำคัญจากวิดีโอ:

  • สไตล์การบรรยายแบบด้นสด: ไวทีที ยอมรับว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวมา และมองว่างานนี้เป็นการพูดคุยมากกว่าการบรรยายอย่างเป็นทางการ [00:49]

  • ชีวิตช่วงแรกและเส้นทางอาชีพ:

    • การทำหนังไม่ใช่ความฝันแรกของเขา เขาเคยมีความฝันอื่นที่ไม่เป็นจริง [03:37]

    • เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักวาดภาพประกอบและจิตรกร โดยมาจากพื้นฐานด้านทัศนศิลป์ [04:18]

    • ในวัยเด็ก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเองหรือกับเด็กคนอื่นๆ เนื่องจากผู้ใหญ่ในชีวิตเขามักจะพึ่งพาไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้เขาเติบโตมาแบบพึ่งพาตนเอง [13:31]

  • การเปลี่ยนผ่านสู่การทำหนังและวงการตลกในนิวซีแลนด์:

    • ในช่วงปลายยุค 20 เขาตัดสินใจเขียนหนังสั้น ซึ่งตอนแรกคิดไว้ว่าจะเป็นบทละคร [05:19]

    • เขาและเพื่อนๆ ต้องสร้างสรรค์ผลงานสเก็ตช์และละครของตัวเองเพราะไม่มีใครจ้าง [05:41]

    • หนังสั้นของเขาเรื่อง Two Cars, One Night ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์แต่ไม่ได้รับรางวัล ซึ่งเขาพูดติดตลกว่าเป็น "ความล้มเหลว" อีกครั้งหนึ่ง [07:08]

  • ธีมหลักที่เน้นเรื่องวัยเด็ก:

    • ภาพยนตร์ของเขาอย่าง Two Cars, One Night, Boy, และ Hunt for the Wilderpeople ล้วนสำรวจธีมเกี่ยวกับวัยเด็ก [12:59]

    • เขามองว่านักแสดงเด็ก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝน มักจะ "ดีกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" เพราะพวกเขาไม่คิดมากกับการแสดง [16:01]

  • กระบวนการสร้างสรรค์และการเขียนบท:

    • เขาไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีความรับผิดชอบในการนำเสนอชุมชนชาวเมารีในแง่มุมใดเป็นพิเศษ แต่ตั้งใจที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในชุมชนของเขาหันมาเล่าเรื่อง [19:27]

    • เขามักจะเริ่มเขียนเรื่องราวจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดก่อน แล้วจึงเพิ่มฉากสำคัญๆ เข้าไป จากนั้นจึงเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน [56:25]

    • เขามีกระบวนการเขียนบทใหม่ที่ไม่เหมือนใคร โดยจะทิ้งร่างแรกไว้หนึ่งหรือสองปี แล้วจึงเขียนใหม่จากความทรงจำ ซึ่งทำให้ได้เวอร์ชันที่กระชับและเหลือแต่แก่นของเรื่อง [59:21]

  • การทำงานกับโปรดักชันขนาดใหญ่ (เช่น Thor: Ragnarok):

    • ในเรื่อง Thor เขาเน้นไปที่การใส่จุดแข็งของตัวเองเข้าไปในหนัง ทั้งในเรื่องของโทนเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา และช่วงเวลาสำคัญๆ แทนที่จะพยายามสร้างสรรค์แนวทางใหม่ทั้งหมด [48:54]

  • คำแนะนำสำหรับคนทำหนัง:

    • ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของตัวเอง [46:53]

    • ตั้งคำถามกับคำแนะนำ กรองมัน และเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง [47:37]

    • พิจารณาประสบการณ์ของผู้ชมและมอบ "ความบันเทิง" ให้กับพวกเขา [01:05:11]

โรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส (Robert Eggers)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ โรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture ครับ นี่คือประเด็นสำคัญจากวิดีโอ:

  • การยอมรับในความเป็นตัวเอง: เอ็กเกอร์สเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่คนทำหนังต้องเป็นตัวของตัวเองและยอมรับในเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตน [01:35:35] เขายอมรับว่าเขามี "ความสนใจที่แปลกประหลาด" ในเรื่องผี นิทานพื้นบ้าน และเรื่องลี้ลับ ซึ่งความหลงใหลเหล่านี้เป็นแรงผลักดันในงานของเขา [07:05:05]

  • กระบวนการเขียนบทในฐานะผู้กำกับ: เขาอธิบายว่าบทภาพยนตร์ของเขานั้น "เต็มไปด้วยรายละเอียด" รวมถึงการบล็อกกิ้งที่เฉพาะเจาะจงและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละคร ซึ่งเขาพบว่าจำเป็นในฐานะที่เขากำกับภาพยนตร์ของตัวเองด้วย [02:33:14]

  • แรงบันดาลใจและการปฏิบัติจริง: แนวคิดสำหรับภาพยนตร์ของเขามาจากหลายแหล่ง รวมถึงฝันร้ายที่รุนแรง [03:51:00] บรรยากาศและภาพที่น่าหลงใหล [04:19:00] และการพิจารณาในทางปฏิบัติ เช่น แนวภาพยนตร์และงบประมาณ [04:26:00]

  • ภาพยนตร์เรื่อง "The Witch": ตอนแรกเอ็กเกอร์สคิดว่า "The Witch" เป็นหนังสยองขวัญที่เกิดขึ้นในนิวอิงแลนด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความหลงใหลในวัยเด็กของเขาที่มีต่อพวกพิวริตันและความเชื่อเรื่องแม่มด [05:41:00]

  • ภาพยนตร์เรื่อง "The Lighthouse": แนวคิดสำหรับ "The Lighthouse" มาจากแนวคิดของน้องชายของเขาเกี่ยวกับเรื่องผีในประภาคาร ซึ่งทำให้เขานึกถึงภาพและบรรยากาศที่เฉพาะเจาะจงในทันที [06:38:00]

  • ความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และการค้นคว้า: ส่วนสำคัญในกระบวนการของเอ็กเกอร์สคือการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างพิถีพิถัน เขาปรึกษาแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และร่วมมือกับนักประวัติศาสตร์ [03:11:42]

  • บทสนทนาตามยุคสมัย: สำหรับ "The Witch" เขาใช้ภาษาจากงานเขียนของชาวพิวริตันในศตวรรษที่ 17 โดยตรง [03:32:00] สำหรับ "The Lighthouse" เขาและน้องชายศึกษาภาษาถิ่นนิวอิงแลนด์ที่ถูกลืมเลือนไปแล้ว และใช้แหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างบทสนทนาที่สมจริง [04:09:00]

  • บรรยากาศ ปะทะ เรื่องราว: เอ็กเกอร์สยอมรับว่าในขณะที่บทภาพยนตร์และเรื่องราวที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญ ภาพยนตร์ของเขาต้องอาศัยบรรยากาศอย่างมาก ซึ่งสร้างขึ้นจากการสะสมรายละเอียดที่ค้นคว้ามาอย่างดี [14:18:00]

  • ความท้าทายกับสัตว์: เอ็กเกอร์สเล่าเรื่องตลกแต่เป็นอุทาหรณ์เกี่ยวกับการนำสัตว์เข้ามาในภาพยนตร์ของเขา โดยเฉพาะความยากลำบากที่พบกับแพะในเรื่อง "The Witch" [01:02:44] ในทางตรงกันข้าม นกนางนวลในเรื่อง "The Lighthouse" ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและจัดการได้ง่าย [01:03:40]

นาดีน ลาบากี (Nadine Labaki)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ นาดีน ลาบากี (Nadine Labaki) ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวเลบานอน ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture Series ครับ เธอได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างภาพยนตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ โดยเน้นถึงวิวัฒนาการจากการเขียนบทแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางที่ยืดหยุ่น ขับเคลื่อนด้วยการค้นคว้า และเน้นการทำงานร่วมกัน ซึ่งเห็นได้ชัดในภาพยนตร์เรื่อง "Capernaum" (2018) ของเธอ [01:43] ประเด็นสำคัญจากปาฐกถา:

  • อิทธิพลในวัยเด็กและเส้นทางสู่การทำหนัง [03:58]: ลาบากีเติบโตในเลบานอนที่บอบช้ำจากสงคราม ซึ่งความเบื่อหน่ายและความกลัวทำให้เธอค้นพบการปลอบโยนและการหลีกหนีจากความเป็นจริงผ่านโทรทัศน์และภาพยนตร์ [04:27] การได้ดูหนังมากมายทำให้เธอมีความฝันและเข้าอกเข้าใจตัวละคร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เธอกลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ในที่สุด [06:19]

  • วิวัฒนาการสู่การทำหนังที่ขับเคลื่อนด้วยการค้นคว้า [16:30]: สำหรับภาพยนตร์เรื่องที่สามของเธอ "Capernaum" ลาบากีรู้สึกถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นคว้าประเด็นในชีวิตจริง ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากความโกลาหลและปัญหาสังคมในเลบานอน เช่น วิกฤตผู้ลี้ภัยชาวซีเรียและชะตากรรมของเด็กที่ไม่มีตัวตนในสังคม [16:44] เธอรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องใช้ศิลปะของเธอเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้และ "ทำให้ปัญหามีความเป็นมนุษย์" (humanize the problem) โดยการนำเสนอใบหน้าของผู้คนที่กำลังดิ้นรน ซึ่งมักถูกมองเป็นเพียงข่าวสารนามธรรม [22:34]

  • การทำงานกับนักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพและการยอมรับความเป็นจริง [25:20]: สำหรับ "Capernaum" ลาบากีได้ทำการค้นคว้าและทำงานอย่างกว้างขวางกับนักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพซึ่งกำลังเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรนที่คล้ายคลึงกัน เธอเน้นการสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงออก ทำให้ความเป็นจริงของพวกเขาผสมผสานเข้ากับเรื่องราวที่เขียนขึ้น [28:16] ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำที่ยาวนาน (6 เดือน ได้ฟุตเทจกว่า 500 ชั่วโมง) การแทรกแซงน้อยที่สุด และการจับภาพช่วงเวลาที่เป็นธรรมชาติ แม้จะต้องเสียสละความต่อเนื่องของเรื่องราวไปบ้างก็ตาม [29:18]

  • กระบวนการตัดต่อที่ท้าทาย [41:56]: การตัดต่อถูกอธิบายว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เป็น "การเขียนบทภาพยนตร์ใหม่เป็นครั้งที่สาม" ลาบากีต้องดิ้นรนกับการตัดสินใจเนื่องจากเธอหมกมุ่นอยู่กับโครงการนี้อย่างลึกซึ้ง (ใช้เวลา 4 ปีในชีวิตของเธอ) และไม่สามารถมองภาพยนตร์ด้วยสายตาที่สดใหม่เหมือนผู้ชมทั่วไปได้ [43:03]

  • ปาฏิหาริย์ของ "Capernaum" [47:05]: ลาบากีเล่าว่าความเป็นจริงมักจะสะท้อนหรือได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นักแสดงเด็ก ไซน์ (Zain) ซึ่งรับบทเป็นตัวละครที่ฝันอยากไปสวีเดน ต่อมาได้รับหนังสือเดินทางของนอร์เวย์และได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่นอร์เวย์จริงๆ [47:11] ชื่อภาพยนตร์ "Capernaum" มีความหมายทั้ง ความโกลาหล (chaos) และ ปาฏิหาริย์ (miracles) ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงบวกที่ไม่คาดคิดและผลกระทบอันลึกซึ้งของโครงการนี้ [37:50]

  • การสร้างภาพยนตร์ในฐานะหน้าที่ [53:24]: ปัจจุบันลาบากีมองว่าการสร้างภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสไตล์ปัจจุบันของเธอ เป็นหน้าที่ในการสะท้อนความเป็นจริงและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง โดยมีเป้าหมายเพื่อจุดประกายการถกเถียงและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาระดับโลก เช่น การถูกทอดทิ้งของเด็ก [54:08]

กีเยร์โม อาร์เรียกา (Guillermo Arriaga)

นี่คือสรุปโดยละเอียดจากวิดีโอปาฐกถาของ กีเยร์โม อาร์เรียกา (Guillermo Arriaga) นักเขียนบทภาพยนตร์ชาวเม็กซิกัน ผู้โด่งดังจากผลงานที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและไม่เรียงตามลำดับเวลาครับ เขาเริ่มต้นด้วยการนิยามตัวเองว่าเป็น "นายพรานที่ทำงานเป็นนักเขียน" (a hunter who works as a writer) [00:40] ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณและความต้องการที่จะเล่าเรื่องจากภายใน [01:38] ปรัชญาและกระบวนการเขียนบทที่เป็นเอกลักษณ์ อาร์เรียกาได้แบ่งปันแง่มุมสำคัญเกี่ยวกับปรัชญาและกระบวนการเขียนบทของเขา ซึ่งท้าทายกฎเกณฑ์การเขียนบทแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง:

  • เรื่องราวที่เชื่อมโยงกับชีวิตส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง:

    • ผลงานของเขาหยั่งรากลึกจากประสบการณ์ส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Amores Perros (2000) ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เขาเข้าไปพัวพันกับการพนันกัดสุนัข และอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เขารอดชีวิตมาได้ [02:31], [04:58]

    • ส่วนภาพยนตร์เรื่อง 21 Grams (2003) เกิดจากความคิดเกี่ยวกับความตายหลังจากที่เขาติดเชื้อที่หัวใจ และเหตุการณ์ในวัยหนุ่มที่เขาเกือบยิงเพื่อนโดยอุบัติเหตุในทะเลทราย [10:16], [11:03]

  • การปฏิเสธกฎการเขียนบทแบบดั้งเดิม:

    • ไม่ค้นคว้าข้อมูล (No Research): เขาแทบจะไม่ทำการค้นคว้าข้อมูลใดๆ โดยเลือกที่จะดึงเรื่องราวจากประสบการณ์ของตัวเองโดยตรง [07:42] เขายังเขียนบทบางส่วนของเรื่อง Babel (2006) ที่มีฉากในโมร็อกโกและญี่ปุ่นโดยไม่เคยไปเยือนประเทศเหล่านั้นมาก่อน โดยอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมสากลของมนุษย์ [08:01]

    • ไม่สร้างโครงเรื่องหรือประวัติตัวละคร (No Outlines/Backstory): เขาไม่พัฒนาประวัติตัวละครอย่างละเอียด ไม่เขียนโครงเรื่อง (outline) หรือบทขยาย (treatment) เพราะมองว่ามันน่าเบื่อและจำกัดกระบวนการสร้างสรรค์ [08:41], [13:13]

    • ไม่รู้ตอนจบ (Not Knowing the End): เขาชอบที่จะค้นพบตอนจบไปพร้อมๆ กับการเขียน เขาเชื่อว่าการรู้บทสรุปตั้งแต่แรกจะทำให้กระบวนการเขียนน่าสนใจน้อยลง [13:27]

  • โครงเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง (Non-Linear Narratives):

    • ภาพยนตร์ของเขาโดดเด่นด้วยโครงเรื่องที่มีหลายเส้นเรื่อง ซึ่งมักจะเชื่อมโยงตัวละครหลายตัวเข้าด้วยกันผ่านเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์เพียงเหตุการณ์เดียว [00:51]

    • เขาท้าทายการเล่าเรื่องแบบเส้นตรงตามแบบแผน เพราะเชื่อว่าชีวิตจริงไม่ได้เป็นเส้นตรง และเรื่องราวไม่จำเป็นต้องมีองก์ 1, 2, และ 3 เสมอไป [06:42]

    • สำหรับโครงสร้างที่ซับซ้อน เขาเน้นความสำคัญของ "คำถามเชิงละคร" (Dramatic Questions) เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ชมติดตามเรื่องราวได้ ในเรื่อง 21 Grams เขาใช้แสง (กลางวัน, กลางคืน, รุ่งอรุณ/พลบค่ำ) เป็นเหมือน "ราวจับ" ในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อช่วยให้ผู้ชมไม่หลงทางในโครงเรื่องที่วุ่นวาย [27:17] อิทธิพลและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

  • แรงบันดาลใจจากเชกสเปียร์: เมื่อต้องเผชิญกับฉากหรือเรื่องราวที่ยากลำบาก เขามักจะถามตัวเองว่า "เชกสเปียร์จะแก้ปัญหานี้อย่างไร?" โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีการของเชกสเปียร์ในการนำตัวละครและความขัดแย้งมาอยู่ใกล้กันเพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์ [19:00]

  • การมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต: อาร์เรียกามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่เขาเขียน โดยมักจะมีชื่อเป็นโปรดิวเซอร์และบางครั้งก็ร่วมแสดงด้วย เขาเน้นย้ำถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในห้องตัดต่อเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างที่ซับซ้อนของเขาจะไม่ถูกทำลาย [22:22]

  • การเลือกผู้กำกับ: เขาจะมองหาผู้กำกับที่มีรสนิยมและแนวทางที่คล้ายคลึงกัน ดังเช่นความสัมพันธ์ของเขากับ ทอมมี่ ลี โจนส์ ซึ่งมีความสนใจร่วมกันในด้านวรรณกรรม, ผู้กำกับอย่าง คูโรซาวา, และความชอบในเรื่องการล่าสัตว์และทิวทัศน์ทะเลทราย [23:06] แก่นแท้ของศิลปะ

  • ภาษาที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยบทกวี: บทภาพยนตร์ของเขาขึ้นชื่อเรื่องภาษาที่เรียบง่ายแต่มีความเป็นกวีสูง มักจะรวมเอาช่วงเวลาที่เป็นภาพซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของผู้กำกับในการสร้างสรรค์ [20:24]

  • ความจริงแท้และความซื่อสัตย์: อาร์เรียกาสรุปว่าแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับงานศิลปะคือการซื่อสัตย์และจริงแท้กับงานของตัวเอง เพราะในศิลปะไม่มี "ความก้าวหน้า" และความสำเร็จไม่สามารถออกแบบได้ [30:46] โดยรวมแล้ว อาร์เรียกานำเสนอภาพของนักเขียนบทที่ทำงานจากสัญชาตญาณ ปฏิเสธกฎเกณฑ์ และสร้างสรรค์ผลงานที่ทรงพลังและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อเผชิญหน้ากับธีมที่ยากลำบากอย่างความตายและการสูญเสียด้วยความละเอียดอ่อน เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ท้าทายได้โดยไม่รู้สึกหนักจนเกินไป [29:49]

วิลเลียม นิโคลสัน (William Nicholson)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ วิลเลียม นิโคลสัน (William Nicholson) นักเขียนบทภาพยนตร์และโทรทัศน์ชาวอังกฤษ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture Series ครับ เขาได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการเขียนบทภาพยนตร์ โดยดึงมาจากประสบการณ์อันยาวนานของเขาในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ [01:10] ประเด็นสำคัญจากปาฐกถา:

  • แก่นแท้ของการเขียนบทภาพยนตร์: นิโคลสันเน้นย้ำว่านักเขียนบทภาพยนตร์นั้นโดยหลักแล้ว "เขียนเรื่องราว" และ "สร้างสรรค์เรื่องราว" ไม่ใช่แค่บทสนทนา [01:28] เขาแย้งว่าภาพยนตร์สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีบทสนทนาแม้แต่บรรทัดเดียว โดยทุกช่วงเวลาคือการสร้างสรรค์ของนักเขียนบทภาพยนตร์ [01:58]

  • องค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม: นิโคลสันได้สรุปขั้นตอนสำคัญ 3 ประการในการสร้างภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม:

    • โครงสร้าง (Structure): โครงสร้างของเรื่องราวต้องสะท้อนความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ได้ [03:18]

    • ตัวละคร (Characters): ผู้ชมจะต้องจดจำและใส่ใจตัวละครได้ โดยเฉพาะตัวละครหลัก [05:30]

    • อารมณ์ (Emotion): เป้าหมายสูงสุดของการสร้างภาพยนตร์คือการสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชม ซึ่งจะทำได้ดีที่สุดผ่าน "ตัวละครที่สมจริงในเรื่องราวที่สมจริง" [07:43]

  • กระบวนการของนักเขียน:

    • เขามักจะเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์โดยรู้ตอนจบอยู่แล้ว และวางโครงสร้างเรื่องราวอย่างละเอียดก่อนที่จะเริ่มเขียน [10:31]

    • เขายังระบุช่วงเวลาสำคัญทางอารมณ์ภายในเรื่องราวและวางแผนว่าจะนำเสนอช่วงเวลาเหล่านั้นให้กับผู้ชมอย่างไร [11:15]

  • คำแนะนำสำหรับนักเขียนบทที่อยากเป็นผู้กำกับ: เขาแนะนำอย่างยิ่งให้นักเขียนบทภาพยนตร์ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ-นักเขียนบท โดยกล่าวว่าการกำกับนั้น "ง่ายกว่าที่คุณคิด" เพราะผู้กำกับจะได้รับการสนับสนุนจากทีมงานที่มีทักษะ [11:54]

  • การดึงมาจากประสบการณ์ชีวิต: เขาเน้นย้ำว่า "ความยิ่งใหญ่ของคุณในฐานะนักเขียนคือความยิ่งใหญ่ของคุณในฐานะมนุษย์" โดยสนับสนุนให้ใช้ประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ และการจัดการกับความเจ็บปวดเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเสียงและอำนาจในการเล่าเรื่องของตนเอง [13:30]

  • ธีมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในผลงานของเขา: นิโคลสันสังเกตว่าผลงานของเขามักจะมีธีมเกี่ยวกับศาสนา และสำรวจเรื่องความรัก เพศ และการเป็นพ่อแม่ [15:22] เขาแสดงให้เห็นสิ่งนี้ผ่านแนวทางของเขาในเรื่อง Gladiator ซึ่งเขาสร้างให้แม็กซิมัสเป็นตัวละครที่ขับเคลื่อนด้วยความรักที่มีต่อครอบครัวและความปรารถนาที่จะมีชีวิตหลังความตายร่วมกับพวกเขา [16:05]

  • ชีวิตของนักเขียนบทภาพยนตร์: เขาอธิบายว่าการเขียนบทภาพยนตร์เป็น "นรกที่ไม่มีอะไรเจือปน" เนื่องจากต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องและความรู้สึกไม่ดีพอ [24:42] เขาแนะนำให้นักเขียนบทภาพยนตร์มี "พรสวรรค์" (ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้), "วินัย", และ "อารมณ์" ที่ยืดหยุ่น [23:55]

  • สิทธิพิเศษของนักเขียน: แม้จะมีความยากลำบาก แต่นิโคลสันสรุปว่านักเขียนนั้น "โชคดี" เพราะพวกเขาได้ "ใช้ชีวิตสองครั้ง" – ผ่านประสบการณ์และผ่านการไตร่ตรองที่ได้จากการเขียน [26:03]

จอห์น โลแกน (John Logan)

ในวิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ จอห์น โลแกน (John Logan) นักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อดังที่มีผลงานอย่าง Gladiator, The Aviator, และ Sweeney Todd ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture Series ครับ เขาได้พูดถึงอาชีพ กระบวนการสร้างสรรค์ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเขียนบทภาพยนตร์ [00:29] ประเด็นสำคัญจากปาฐกถา:

  • รากฐานจากละครเวที: โลแกนเน้นย้ำว่าช่วงเวลาสิบปีที่เขาเป็นนักเขียนบทละครที่ไม่มีชื่อเสียงในชิคาโกนั้นเป็นการฝึกฝนที่สำคัญสำหรับอาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์ของเขา [01:16] เขาแนะนำให้นักเขียนบทรุ่นใหม่ศึกษาผลงานของนักเขียนบทละครคลาสสิกอย่างเชกสเปียร์, โซโฟคลีส, อิบเซน และเชคอฟ เพื่อทำความเข้าใจความต่อเนื่องของการเขียนบทละคร [01:37]

  • ความสำคัญของภาษา: เขาเชื่อว่าภาพยนตร์แม้จะเป็นสื่อภาพ แต่ก็มีรากฐานมาจากภาษาและบทสนทนาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเขารู้สึกว่ามักจะถูกลดคุณค่าลงในภาพยนตร์สมัยใหม่ [02:57]

  • กระบวนการทำงานร่วมกัน: โลแกนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกัน โดยอ้างถึงประสบการณ์ของเขาในการทำงานเรื่อง Any Given Sunday กับโอลิเวอร์ สโตน ซึ่งเขาได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานผ่านการเขียนบทถึง 26 ร่าง [03:52]

  • กิจวัตรและกระบวนการเขียน: โลแกนอธิบายถึงกิจวัตรการเขียนที่มีวินัยของเขา โดยจะตื่นนอนตอนตี 4 เพื่อ "ความเงียบสงบและความมืดมิด" [06:22] เขาทำการค้นคว้าข้อมูลอย่างกว้างขวาง ดังที่เห็นได้จากเรื่อง The Aviator และตั้งเป้าที่จะเขียนร่างแรกให้เสร็จอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการ "บด" ของการเขียนใหม่และแก้ไข [06:49]

  • ความกล้าที่จะใช้ "บทพูดที่ยิ่งใหญ่": เขาแนะนำให้นักเขียนอย่ากลัวที่จะ "เอื้อมไปหาบทพูดที่ยิ่งใหญ่" โดยอ้างถึงประโยค "เมื่อข้าให้สัญญาณ จงปลดปล่อยนรก" จากเรื่อง Gladiator เป็นตัวอย่างของบทพูดที่ต้องใช้ความกล้าในการเสนอต่อผู้กำกับ [10:20]

  • ความหลากหลายและการเน้นที่ตัวละคร: ผลงานภาพยนตร์ที่หลากหลายของโลแกน ตั้งแต่แอนิเมชั่นคอมเมดี้ไปจนถึงมหากาพย์อิงประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของเขา [14:50] เขาเลือกโครงการจากเรื่องราวที่น่าสนใจหรือตัวละครที่ซับซ้อนที่เขาพบว่าน่าสนใจและยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น ฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ส ในเรื่อง The Aviator [15:36]

  • ความจริงในละคร ปะทะ ข้อเท็จจริง: เมื่อเขียนเกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์ โลแกนเน้นย้ำว่างานของเขาเป็นนิยายและละคร ไม่ใช่ชีวประวัติ [20:15] เขาตั้งเป้าที่จะซื่อสัตย์ต่อ "จิตวิญญาณของตัวละคร" มากกว่าข้อเท็จจริงตามตัวอักษร [20:42]

  • การทำงานกับนักแสดง: ด้วยพื้นฐานจากละครเวที โลแกนจึงคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับนักแสดง [21:20] เขาเชื่อว่าคำพูดจะมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริงเมื่อถูกเปล่งออกมา และสนับสนุนให้นักแสดงให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทสนทนาเพื่อให้แน่ใจว่ามันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ [22:11]

แฟรงค์ คอทเทรล บอยซ์ (Frank Cottrell Boyce)

ในวิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ แฟรงค์ คอทเทรล บอยซ์ (Frank Cottrell Boyce) นักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture Series ครับ เขาได้สำรวจแง่มุมต่างๆ ของการเขียนบทภาพยนตร์ โดยดึงมาจากประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกส่วนตัวของเขา [00:26] ประเด็นสำคัญจากปาฐกถา:

  • การเป็นนักเขียนบทที่ไม่มีใครมองเห็น: แฟรงค์พูดถึงการที่นักเขียนบทมักจะบ่นว่าไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม เขามองว่า "การไม่มีตัวตนเป็นพลังพิเศษ" โดยเชื่อว่าการได้รับความสนใจมากเกินไปอาจทำให้ไขว้เขวจากกระบวนการสร้างสรรค์ได้ [01:26]

  • อุปมาเรื่อง "มาร์ชเมลโลว์": เขาเปรียบเทียบการสร้างภาพยนตร์กับการสร้างโครงสร้างจากเส้นสปาเก็ตตี้ เชือก และมาร์ชเมลโลว์ เขาชี้ให้เห็นว่าเด็กๆ ประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาไม่กลัวความล้มเหลว และที่สำคัญคือพวกเขาเริ่มต้นด้วยมาร์ชเมลโลว์ (สิ่งที่เป็นเป้าหมายของความสุข) แล้วจึงสร้างสิ่งต่างๆ รอบๆ มัน นี่เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา "ความสุข" หรือความเพลิดเพลินหลักของภาพยนตร์ไว้ตลอดกระบวนการผลิตที่ยาวนานและมักจะน่าหงุดหงิด [03:22]

  • คุณค่าของเรื่องราวในชีวิตจริง: แฟรงค์เชื่อว่าเรื่องราวในชีวิตจริงมักจะน่าประหลาดใจและน่าตื่นเต้นกว่าเรื่องที่แต่งขึ้น เขาชอบที่จะสัมภาษณ์ผู้คนและจับเอาบางสิ่งที่จริงแท้มาจากพวกเขา [05:05]

  • การวิจารณ์ตำราเขียนบท: เขาแสดงความกังขาต่อตำราเขียนบทหลายเล่ม โดยพบว่ามันแห้งแล้ง เป็นทางการเกินไป และมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากเกินไป เขามองว่าหนังสือเหล่านี้มองข้าม "ความสุข" ของการเขียน [06:40]

  • ความระทึกใจในฐานะโครงสร้าง: แทนที่จะใช้โครงสร้างสามองก์ที่ตายตัว แฟรงค์แนะนำให้ใช้ความระทึกใจ (suspense) เป็นวิธีการสร้างโครงสร้างเรื่องราวแบบไดนามิก เขาให้คำจำกัดความของความระทึกใจว่าเป็น "ช่องว่างระหว่างคำถามและคำตอบ" หรือ "การประกาศและการกระทำ" [09:05]

  • ทำให้ผู้เขียนประหลาดใจก่อน: เขาแย้งว่าถ้าตอนจบจะน่าประหลาดใจ มันควรจะทำให้ผู้เขียนประหลาดใจก่อน เขาใช้การเปรียบเทียบกับหมากรุก: แทนที่จะเล่นเพื่อรุกฆาตแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ให้เล่นเพื่อตำแหน่งที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดทั้งเกม เพื่อให้ทางเลือกตอนจบหลายๆ แบบเกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ [14:03]

  • แรงบันดาลใจมักจะมาทีหลัง: ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่แพร่หลาย แฟรงค์กล่าวว่าแรงบันดาลใจมักจะมาในตอนท้ายสุดของกระบวนการเขียน หลังจากที่ได้วางรากฐานและเขียนร่างไปหลายฉบับแล้ว [15:07]

  • การยอมรับการ "หยิบยืม" และผลงานที่ได้รับอิทธิพล: เขาสนับสนุนให้นักเขียนอย่ากลัวที่จะหยิบยืมความคิดถ้าพวกเขามีรสนิยมที่ดี เขาเชื่อว่าการเติมบางสิ่งที่เป็นส่วนตัวเข้าไปในเรื่องราวเก่าๆ สามารถทำให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ได้ [16:41]

  • การร่วมงานกับ ไมเคิล วินเทอร์บอททอม: วิดีโอยังกล่าวถึงการร่วมงานที่ประสบผลสำเร็จของเขากับผู้กำกับ ไมเคิล วินเทอร์บอททอม โดยเน้นถึงภาพยนตร์หกเรื่องที่พวกเขาร่วมงานกัน [00:32]

พอล เลเวอร์ตี (Paul Laverty)

วิดีโอนี้เป็นปาฐกถาของ พอล เลเวอร์ตี (Paul Laverty) ทนายความที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ ที่ BAFTA Screenwriters' Lecture ครับ เขาได้พูดถึงอาชีพและกระบวนการทำงานร่วมกันของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือที่ยาวนานและประสบผลสำเร็จกับผู้กำกับ เคน โลช (Ken Loach) [00:35] ความร่วมมือของพวกเขาสร้างภาพยนตร์ถึงสิบเรื่องในรอบ 15 ปี รวมถึง My Name is Joe, The Wind That Shakes the Barley, และ Looking for Eric [00:42] ผลงานของเลเวอร์ตีมักจะสำรวจประเด็นทางการเมือง ความอยุติธรรมที่รับรู้ได้ และประเด็นที่สังคมตะวันตกอาจรู้สึกไม่สบายใจ [00:57] เขาเปลี่ยนจากงานด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกากลางมาสู่การสร้างภาพยนตร์ โดยเชื่อว่าเรื่องแต่งสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้างกว่า [01:41] ประเด็นสำคัญจากแนวทางของเขา:

  • การทำงานร่วมกันและความไว้วางใจ: เลเวอร์ตีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันที่ยาวนานของเขากับเคน โลช และโปรดิวเซอร์ รีเบคกา โอไบรอัน โดยเน้นถึงความเคารพซึ่งกันและกันและการไม่มีอีโก้ [02:05]

  • การค้นคว้าและการรับฟัง: เขาอุทิศเวลาอย่างมากให้กับการค้นคว้า การอ่าน และที่สำคัญที่สุดคือการรับฟังผู้คนเพื่อทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกัน [09:33] เขาเชื่อว่าข้อมูลจากประสบการณ์ตรงเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างงานเขียนของเขาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

  • การท้าทายภาพเหมารวม: เลเวอร์ตีตั้งเป้าที่จะสร้างตัวละครและสถานการณ์ที่ซับซ้อนซึ่งหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย โดยมักจะสำรวจความขัดแย้งภายในตัวบุคคล [16:23] เขาอ้างถึงเรื่อง It's a Free World เป็นตัวอย่าง ซึ่งเรื่องราวถูกเล่าจากมุมมองของนายจ้างแทนที่จะเป็นคนงานอพยพ เพื่อเสนอมุมมองที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น [17:22]

  • การใส่อารมณ์ขัน: แม้ว่าภาพยนตร์ของเขามักจะมีเนื้อหาที่มืดมนและจริงจัง แต่เลเวอร์ตีเน้นย้ำถึงความสำคัญของอารมณ์ขันในฐานะกลไกการรับมือและรูปแบบหนึ่งของไหวพริบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจ [24:47]

  • ความยืดหยุ่นและสัญชาตญาณ: เขาเชื่อในการทำตามสัญชาตญาณและเปิดรับโอกาสที่ไม่คาดคิด เช่น การร่วมงานกับเอริก คันโตนาในเรื่อง Looking for Eric ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและน่ายินดี [26:07] เลเวอร์ตีมองว่าการสร้างภาพยนตร์เป็นความพยายามของทีมที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและความเต็มใจที่จะสำรวจความเป็นจริงที่ซับซ้อนแทนที่จะเป็นการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย [29:02]

โครงการดีๆ ในลักษณะคล้ายกับ BAFTA Screenwriters' Lecture Series

มีอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละแห่งก็มีรูปแบบและจุดเน้นที่แตกต่างกันไป แบ่งตามได้ดังนี้

  1. ในเอเชีย : วทีในเอเชียส่วนใหญ่มักจะไม่ได้เป็นโครงการบรรยายเดี่ยวๆ ตลอดทั้งปีแบบของ BAFTA แต่จะอยู่ในรูปแบบของ "Masterclass" หรือ "Talks" ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่สำคัญๆ ได้แก่:

  • Busan International Film Festival (BIFF) - เกาหลีใต้: ที่นี่มีโปรแกรมที่น่าสนใจอย่าง Platform BUSAN ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ในเอเชียได้มาพบปะและเรียนรู้จากผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชั้นนำผ่านการบรรยายและเวิร์กช็อป

  • Tokyo International Film Festival (TIFF) - ญี่ปุ่น: มักจะมีโปรแกรม "TIFF Lounge" หรือ "Masterclass" ที่เชิญผู้กำกับและนักแสดงระดับโลกมาพูดคุยถึงผลงานและกระบวนการทำงานอย่างใกล้ชิด

  • Golden Horse Film Festival - ไต้หวัน: เป็นอีกหนึ่งเทศกาลใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านการจัด Masterclass โดยผู้สร้างภาพยนตร์แถวหน้าของวงการหนังภาษาจีนและระดับนานาชาติ

  1. ในภูมิภาคอื่น (โดยเฉพาะอเมริกา) ฝั่งอเมริกาจะมีโครงการที่เน้นด้านการเขียนบทโดยตรงและมีชื่อเสียงมาก:

  • Austin Film Festival & Screenwriters Conference - สหรัฐอเมริกา: ที่นี่ถูกยกให้เป็น "สวรรค์ของคนเขียนบท" เป็นเทศกาลที่เน้นเรื่องการเขียนบทโดยเฉพาะ มี Panel, Talk, และ Workshop จากนักเขียนบทมือรางวัลของฮอลลีวูดจำนวนมากในแต่ละปี ถือเป็นเวทีที่เทียบเคียงกับของ BAFTA ได้โดยตรง

  • The Academy (ผู้จัดงานออสการ์) - สหรัฐอเมริกา: สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์มีโครงการ Academy Nicholl Fellowships in Screenwriting ซึ่งเป็นการแข่งขันบทภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุด และมักจะมีการจัดบรรยายและเผยแพร่วิดีโอจากนักเขียนบทที่ชนะรางวัลหรือผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ

  • Writers Guild of America (WGA) - สหรัฐอเมริกา: สมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกามักจะจัดกิจกรรม Panel และ Q&A กับนักเขียนบทที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล WGA Awards ซึ่งสามารถหารับชมย้อนหลังทางออนไลน์ได้

  1. ในวงการภาพยนตร์ทางเลือกและสารคดี สำหรับวงการภาพยนตร์เฉพาะทาง ก็มีเวทีที่น่าสนใจมากๆ เช่นกัน:

  • Sundance Film Festival - สหรัฐอเมริกา: เป็นเทศกาลภาพยนตร์อิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่จะมีโปรแกรม Panels และ Talks ที่เข้มข้นมากๆ ครอบคลุมทั้งการเขียนบท, การกำกับ, และการหาทุนสำหรับหนังอิสระ นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อ Sundance Collab ที่มีคอร์สและเวิร์กช็อปสอนทำหนังตลอดทั้งปี

  • International Documentary Filmfestival Amsterdam (IDFA) - เนเธอร์แลนด์: ถือเป็นเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก มีโปรแกรม IDFAcademy ซึ่งเป็นเหมือนโรงเรียนสำหรับคนทำหนังสารคดีรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้จากมืออาชีพระดับโลก

  • ในประเทศไทย: สำหรับบ้านเรา เวทีในลักษณะนี้มักจะมาในรูปแบบของ กิจกรรมเสวนาหลังชมภาพยนตร์ (Post-screening Talk / Q&A) ซึ่งจัดโดยโรงภาพยนตร์ทางเลือกอย่าง Doc Club & Pub และ House Samyan ที่มักจะเชิญผู้กำกับ, นักวิจารณ์, หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนั้นๆ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ชมอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในการเรียนรู้เบื้องหลังการทำงานของผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศครับ

โดยสรุปคือ แม้รูปแบบจะแตกต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญของทุกเวทีก็คือการแบ่งปันความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในวงการภาพยนตร์เช่นเดียวกัน และข่าวดีก็คือหลายๆ งานในปัจจุบันสามารถหารับชมย้อนหลังทางออนไลน์ได้

Last updated