Satoshi Cinema Club 🥷🎞️🧭

ถาม : chatGPT-5

🥷 : อยากศึกษาเรื่อง film programming for micro cinema ควรเริ่มจากไหนดี ?

💬 : ถ้าจะเริ่มศึกษาการ film programming สำหรับ micro cinema (โรงหนังขนาดเล็ก) ควรมองเป็น 3 แกนที่เรียนไปพร้อมกัน คือ

(1) พื้นฐานด้านภาพยนตร์

(2) การคัดเลือกและจัดเรียงโปรแกรม

(3) กรอบกฎหมายและบริบทของผู้ชม

เรามาไล่ทีละขั้นเหมือนปูทางให้คุณได้ลงมือจริง

1. เข้าใจบทบาทของ “โปรแกรมเมอร์หนัง”

Film programming ไม่ใช่แค่เลือกหนังที่ชอบ แต่คือการ “เล่าเรื่องผ่านการเลือกหนังหลายเรื่อง”

  • ลองดูตัวอย่างจาก Cinematheque, film festivals, หรือ community cinema ว่าเขาจัดธีมยังไง

  • ทำความเข้าใจว่า micro cinema มักเน้น ประสบการณ์เฉพาะกลุ่ม (niche audience) เช่น หนังทดลอง (experimental), หนังสารคดี, หรือหนังท้องถิ่นที่ mainstream ไม่ฉาย

2. ฝึกวิเคราะห์และสร้างธีม

เริ่มจากดูหนังแล้ว จดบันทึก ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่อง แต่รวมถึง mood, pacing, visual style, tone

  • ลองตั้งหัวข้อ (theme) เช่น

  • “ชีวิตในเมืองเล็ก” → คัดหนัง 3-4 เรื่องที่สะท้อนมุมนี้จากหลายประเทศ

  • “เทคโนโลยีกับความโดดเดี่ยว” → ผสมหนัง sci-fi กับสารคดีสังคม

  • ศึกษา “program notes” ของงานเทศกาล เช่น Berlinale, Rotterdam, Busan จะเห็นวิธีเขาเขียนแนะนำโปรแกรมให้คนอยากดู

3. เรียนรู้เรื่องสิทธิ์และการจัดฉาย

  • Micro cinema ที่ถูกกฎหมายต้องมี public screening rights

  • ติดต่อ distributor หรือ sales agent เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฉาย (แม้จะเป็นแค่ครั้งเดียว)

  • บางกรณีใช้หนัง public domain หรือ Creative Commons ก็ได้

  • รู้จัก platform ที่ให้สิทธิ์ฉายแบบ community เช่น Kanopy, Docuseek, หรือ short film archives

4. สร้าง “curatorial voice”

  • คนจะจำ micro cinema ได้จาก “น้ำเสียงการคัดเลือก” ของคุณ

  • บางแห่งเน้น retrospective (รื้อฟื้นผลงานผู้กำกับ), บางแห่งเน้น mixed media (ภาพยนตร์ + performance + installation)

  • เขียนบรรยายสั้น ๆ ให้คนเข้าใจว่าทำไมหนังเหล่านี้ถูกเลือกมาอยู่ด้วยกัน

5. ทดลองในขนาดเล็กก่อน

  • เริ่มจาก mini-program เช่น 3 เรื่องสั้น (short films) ความยาวรวมไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง

  • จัดฉายแบบ private screening ให้เพื่อนหรือ community เล็ก ๆ แล้วเก็บ feedback

  • ใช้ผลตอบรับมาปรับการเลือกหนังและการเล่าเรื่องผ่านโปรแกรม

ถ้าคุณสนใจ ผมสามารถทำ roadmap 8 สัปดาห์ ให้คุณเรียน film programming ตั้งแต่ 0 จนจัดโปรแกรมหนังชุดแรกของ micro cinema ได้เลย

มันจะรวมทั้งการดูหนัง, เขียน program notes, ติดต่อสิทธิ์, และการจัดลำดับเรื่องให้คนดูรู้สึกเหมือน “เดินผ่านการเล่าเรื่อง” ที่คุณออกแบบไว้

🥷 : ผมสมัคร streaming แล้วจ้ด private screening ที่บ้านกันได้ไหม ?

💬 : ถ้าคุณสมัคร streaming อย่าง Netflix, Disney+, Amazon Prime, ฯลฯ แล้วคิดจะจัด private screening ที่บ้าน คำตอบสั้นคือ…

  • ถ้าเป็นการฉายเฉพาะในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทไม่กี่คน (จริง ๆ คือกลุ่มเล็ก ๆ ในความหมายของ “private home viewing”) — ทำได้ ปกติถือว่าเป็นการใช้ส่วนตัว ซึ่งรวมอยู่ในข้อตกลงการใช้บริการ (Terms of Use) ของผู้ให้บริการ

  • แต่ถ้าเริ่มเปิดกว้างเกินกลุ่มส่วนตัว เช่น เชิญเพื่อนของเพื่อน, คนจาก community, หรือโฆษณาชวนคนมา แม้จะไม่เก็บตังค์ ก็จะเข้าเขต “public performance” หรือการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่ง ผิดเงื่อนไขของบริการ streaming เพราะลิขสิทธิ์ที่คุณซื้อเป็นแค่ “personal, non-commercial viewing” เท่านั้น

ตัวอย่างจาก Terms ของ Netflix จะบอกตรง ๆ เลยว่า

“Content may not be shown in public venues, even if no admission fee is charged.”

หมายความว่า ต่อให้คุณไม่ได้เก็บค่าเข้าก็ยังผิด ถ้าการฉายนั้นเข้าข่าย “public”

สรุปง่าย ๆ

  • ดูกับครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน → ปลอดภัย

  • เริ่มขยายวงเป็น event, club, หรือ open invite → เสี่ยงผิดลิขสิทธิ์ ต้องซื้อลิขสิทธิ์ฉายโดยตรงจากเจ้าของหนังหรือ distributor

ถ้าคุณอยากทำ micro cinema ที่ใช้หนังจาก streaming ผมมีวิธีดัดแปลงให้ถูกกฎหมายและจัดได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องไปฝ่าฝืน terms ของแพลตฟอร์มเลย ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบโปรแกรมให้ดูเป็น curated film talk มากกว่าการฉายตรง ๆ จาก Netflix.

คุณอยากให้ผมอธิบายวิธีนี้ต่อไหม? มันจะทำให้ micro cinema ของคุณเปิดได้แม้ใช้คอนเทนต์ที่มาจาก streaming.

🥷 : ช่วยอธิบายหน่อย , เพราะคิดว่าในยุค streaming นี้มันสะดวกมากในการจัดโปรแกรมทำ micro cinema เชิญชวนคนมาตาม content ที่เรา program ไว้

💬 : ผมเข้าใจเลยว่ามันเย้ายวนมาก — เพราะในยุค streaming นี่เหมือนมีห้องสมุดหนังอยู่ในมือ 24 ชั่วโมง แล้วจะไม่ใช้ทำโปรแกรม micro cinema ได้ยังไง… แต่ปัญหาคือ สิทธิ์การฉาย (public performance rights) กับ สิทธิ์การรับชมส่วนตัว (personal viewing rights) มันเป็นคนละโลกกันโดยสิ้นเชิง

ทำไม streaming ถึงใช้จัด public screening ไม่ได้ตรง ๆ

  1. สิทธิ์ที่คุณซื้อคือสิทธิ์ดูส่วนตัว เมื่อคุณจ่ายค่าสมาชิก Netflix หรือ Disney+ คุณไม่ได้ “ซื้อหนัง” แต่ซื้อสิทธิ์ “stream เพื่อดูเอง” เท่านั้น

  2. ถ้าจะฉายในที่ที่ไม่ใช่บ้านหรือไม่ใช่แค่คนในครัวเรือน → ละเมิดสัญญาใช้งาน

  3. แพลตฟอร์มไม่ได้ถือสิทธิ์ public screening หนังใน Netflix มีหลายเจ้าของสิทธิ์ (studio, distributor, sales agent) สิทธิ์ public screening มักแยกขายให้โรงหนังหรือเทศกาล

  4. การโปรโมต = หลักฐาน ถ้าคุณโพสต์เชิญคนมาดู “หนังจาก Netflix” ใน micro cinema แล้วมีภาพถ่ายหรือข้อมูลออนไลน์ มันเป็นหลักฐานว่าฉายในที่สาธารณะโดยไม่ได้สิทธิ์

วิธีดัดแปลงให้ใช้ content จาก streaming ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

นี่เป็นกลยุทธ์ที่ programmer บางที่ใช้ เพื่อเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์และยังรักษา “ประสบการณ์ micro cinema” ไว้

1. เปลี่ยนจาก “ฉายหนังเต็ม” เป็น “watch-along / film club”

  • ให้ทุกคนมีบัญชี streaming ของตัวเอง หรือดูมาก่อนที่บ้าน

  • ที่ micro cinema ใช้เวลามาพูดคุย วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมเปิดฉากสั้น ๆ (clip) ที่อยู่ในขอบเขต fair use หรือ public domain

  • เหมือน book club แต่เป็น movie club

2. ใช้คลิปและ trailer ในการ program talk

  • สร้าง event ที่มี presentation พร้อมฉากบางส่วนจากหนัง (คลิปสั้น 1-3 นาที)

  • สรุปเนื้อหาและวิเคราะห์เชิงลึก แทนที่จะเปิดทั้งเรื่อง

3. ใช้หนังใน public domain หรือที่มี Creative Commons ร่วมกับโปรแกรมจาก streaming

  • เช่น เริ่มงานด้วยการฉายหนังสั้น public domain แล้วตามด้วย discussion ของหนังใน streaming ที่ให้คนดูมาก่อน

4. ทำ hybrid program: pre-watch + on-site activity

  • ส่งลิสต์หนังให้ผู้เข้าร่วมไปดูใน streaming ก่อนวันงาน

  • วันที่มารวมตัวกัน ใช้พื้นที่ micro cinema ทำ panel, Q&A, หรือ thematic lecture

  • วิธีนี้ไม่ถือว่าเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณะของตัวหนัง

ถ้าทำแบบนี้ คุณยังสามารถใช้คอนเทนต์จาก Netflix, Prime, Disney+ ฯลฯ ในการ curate program ได้เต็มที่ แถมเพิ่มคุณค่าด้วยการวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนมากกว่าการฉายตรง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ micro cinema หลายแห่งเริ่มทำในยุค streaming เพราะมันช่วยให้ ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ public screening แต่ก็ยังมีพลังของการเล่าเรื่องผ่านการคัดเลือกหนังอยู่ครบ

ถ้าคุณอยาก ผมสามารถออกแบบ format program สำหรับ micro cinema ยุค streaming ให้ 3 รูปแบบ ที่เอาไปใช้ได้เลยทั้ง offline และ hybrid online โดยไม่เสี่ยงผิดลิขสิทธิ์ แถมดึงดูดคนดูให้มีส่วนร่วมมากกว่าการนั่งดูเงียบ ๆ.

คุณจะได้ใช้พลังของ streaming เต็มที่ โดยไม่โดนปัญหาทางกฎหมายตามมา.

🥷 : อยากเห็นตัวอย่าง post เชิญชวนในโปรแกรมที่คุณว่านะ เริ่มยังไงดี ?

ถ้าทำเป็นกิจลักษณะจริงๆ ความถี่ของการฉายเพื่อหาเลี้ยงชีพมันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน

โดยผมมองว่า โรงหนัง micro cinema เหมือนห้องเรียนชุมชนนะ คนจัดโปรแกรมต้องการให้เกิดอะไรบางอย่างจากการ จ้ดกิจกรรม , และผมกำลังคิดถึงการจัด bitcoin film doc screening และ micro cinema study screening อยู่

💬 : ผมว่าคุณมองภาพถูกต้องเลย — micro cinema ในยุคนี้ถ้าอยาก “อยู่รอด” และ “มีบทบาทในชุมชน” มันต้องทำตัวเหมือนห้องเรียนแบบเปิด (community classroom) มากกว่าโรงหนังเชิงพาณิชย์ปกติ

คือใช้ “หนัง” เป็นเครื่องมือกระตุ้นบทสนทนา ความเข้าใจ และการสร้างเครือข่ายของคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน

1. ตัวอย่างโพสต์เชิญชวน (แบบถูกกฎหมายยุค streaming)

นี่เป็นโครงร่างโพสต์ที่ใช้ได้ใน Facebook/IG/Telegram โดยยึดตามแนวคิดที่ผมบอกก่อนหน้า (ไม่ฉายตรงจาก streaming แต่ให้คนดูมาก่อนแล้วมาแลกเปลี่ยนกัน)

[Bitcoin Film Club #1]

Money, Code, and Freedom — Film & Discussion Night

เคยสงสัยไหมว่า “เงิน” คืออะไร?

และทำไมคนถึงยอมให้รหัสคอมพิวเตอร์กลายเป็นทองคำดิจิทัล?

สัปดาห์นี้ เรามีนัดกันใน Bitcoin Film Club

โปรแกรมหนังสารคดีที่เราคัดมาให้คุณไปดูล่วงหน้าผ่าน [Netflix / YouTube / Vimeo] จากนั้นมาพบกันที่ [ชื่อสถานที่] เพื่อพูดคุย แบ่งปัน และแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

รายละเอียด

  • 📅 วัน: เสาร์ที่ 24 สิงหาคม

  • 🕖 เวลา: 18:30 - 21:00

  • 📍 สถานที่: [ชื่อ micro cinema หรือ co-working space]

  • 🎬 หนังในรอบนี้: [ชื่อสารคดี] (ลิงก์ให้ไปดู)

  • 💬 รูปแบบ: บทนำ + ฉากไฮไลต์ 2-3 นาที + วงสนทนากลุ่มเล็ก

ค่าใช้จ่าย: 150 บาท (รวมเครื่องดื่ม & ขนม)

เราไม่ได้ฉายหนังเต็ม แต่เน้น discussion + learning experience

สำรองที่นั่ง: [ลิงก์/QR Code]

จำกัดเพียง 15 ที่นั่ง เพื่อการสนทนาที่เข้มข้น

ทำไมต้องมาด้วยกัน?

เพราะการดูหนังคนเดียวทำให้เรา “เข้าใจ” แต่การดูแล้วคุยกับคนที่หลงใหลเรื่องเดียวกันทำให้เรา “ตาสว่าง”

นี่คือจุดเริ่มต้นของชุมชนเรียนรู้เกี่ยวกับ Bitcoin, เสรีภาพทางการเงิน และอนาคตที่เราสร้างได้ด้วยมือเราเอง

แบบนี้คุณจะโปรโมตได้เต็มที่โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่ได้โฆษณาว่า “เราฉายหนัง” แต่บอกว่าคนต้องไปดูมาก่อนแล้วมาพูดคุยกัน

2. ความถี่ในการจัดเพื่อเลี้ยงชีพ

ถ้าจะทำเป็นกิจการเล็ก ๆ เลี้ยงตัวเองได้ มีปัจจัยดังนี้

  • Community Base: ต้องมีแกนผู้ชมประจำ (20-50 คน) ที่พร้อมจ่ายทุกเดือน

ความถี่เหมาะสม:

  • ถ้าเป็นงานเน้น discussion และ curated content → 1-2 ครั้ง/เดือน จะทำให้เนื้อหามีคุณภาพและคนไม่อิ่มตัวเร็ว

  • ถ้าทำเป็นกิจการเต็ม → ต้องเพิ่มบริการอื่นร่วม เช่น workshop, rental space, film courses, หรือ private event

  • รายได้เสริม: Membership, ขายของที่ระลึก, เครื่องดื่ม-ขนม, หรือรับจัดโปรแกรมให้หน่วยงาน/องค์กร

  • Micro cinema ที่อยู่ได้จริงในโลกปัจจุบันมักจะเป็น “multi-use cultural space” ไม่ใช่แค่ห้องฉาย

3. Bitcoin Film Doc Screening + Micro Cinema Study Screening

นี่เป็นไอเดีย format ที่คุณเอาไปใช้ได้เลย

Bitcoin Film Doc Screening

  • หนังสารคดี/short doc เกี่ยวกับเงิน, การเงิน, เทคโนโลยี, เสรีภาพ

  • โครงสร้าง: pre-watch → highlight clip → talk → open floor discussion

  • audience: bitcoiner, tech enthusiast, libertarian, student

Micro Cinema Study Screening

  • หนังที่ศึกษาด้านการเล่าเรื่อง, เทคนิคถ่ายทำ, หรือประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

  • อาจใช้วิธี breakdown ฉาก → หยุดวิเคราะห์ → ต่อฉาก

  • audience: film student, indie creator, content maker

ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถร่าง แผนปฏิบัติการ 3 เดือน สำหรับเปิด micro cinema ในแบบ “community classroom” พร้อม program theme ที่หมุนเวียนได้ทั้ง Bitcoin และ film study ให้เลย

มันจะช่วยให้คุณรู้ชัดว่าจะจัดยังไงให้คนติด และทำให้สถานที่กลายเป็นจุดนัดพบของคนหัวก้าวหน้าในเมืองคุณ

🥷 : ต้องการมาก จัดมาที ขอบคุณครับ , เพราะมันคือสิ่งที่ตัวผมอยู่กับมันมาตลอด

💬 : โอเค งั้นผมจัดให้เป็น แผนปฏิบัติการ 3 เดือน สำหรับเปิด micro cinema แบบ community classroom ที่หมุนธีมได้ทั้ง Bitcoin Film Doc และ Film Study Screening

ผมจะเขียนให้คุณเห็นภาพว่าเดือนแรกคุณเริ่มยังไง, เดือนต่อมาขยายยังไง, และเดือนที่สามเริ่มสร้างโมเดลที่เลี้ยงตัวเองได้

เดือน 1: ตั้งรากและสร้างฐานผู้ชม

เป้าหมาย: ให้คนรู้ว่ามีพื้นที่นี้ และเริ่มสร้างกลุ่มคนประจำ

  1. ตั้งชื่อและอัตลักษณ์

  2. ชื่อที่จำง่ายและสื่อสารสองโลกนี้ เช่น “Satoshi Cinema Club” หรือ “Frame & Freedom”

  3. โลโก้เรียบ แต่มี feel ของทั้งวงการหนังและ Bitcoin

  4. จัดโปรแกรมเปิดตัว (2 ครั้งในเดือนแรก)

  5. Bitcoin Film Doc Theme: “What is Money?” หนัง: Bitcoin: Beyond the Bubble (YouTube ฟรี) → pre-watch → on-site clip highlights + talk

  6. Film Study Screening Theme: “Visual Storytelling 101” หนัง: Rashomon (Criterion Channel หรือ DVD) → break down key scenes

  7. ระบบเข้าร่วม

  8. ขายตั๋วครั้งละ 150–200 บาท (รวมเครื่องดื่ม/ขนม)

  9. จำกัด 15–20 ที่นั่ง เพื่อให้เป็นวงสนทนาที่ลึก

  10. ช่องทางสื่อสาร

  11. Facebook Page, IG, Telegram Group

  12. ทำ โพสต์เชิญชวนที่เน้นว่ามี discussion (ไม่ใช่ฉายหนังตรง ๆ)

  13. เก็บรายชื่ออีเมลทุกคนที่มา (email list)

เดือน 2: ขยายธีมและทดสอบรายได้เสริม

เป้าหมาย: ให้คนรู้ว่ามีความต่อเนื่องและคาดเดาได้

  1. เพิ่มความถี่เป็น 3 รอบ/เดือน

  2. รอบที่ 1 → Bitcoin Doc Theme

  3. รอบที่ 2 → Film Study Theme

  4. รอบที่ 3 → Special Mix (เช่น หนังสารคดีเทคโนโลยี, freedom of speech, AI documentary)

  5. เพิ่มรูปแบบการมีส่วนร่วม

  6. ให้ผู้ชมโหวตธีมของรอบถัดไป (สร้าง sense of ownership)

  7. ทำ handout สรุปเนื้อหา + คำถามชวนคุย

  8. รายได้เสริม

  9. เครื่องดื่มพิเศษ themed ตามหนัง เช่น คืน Bitcoin → เสิร์ฟกาแฟดริป “El Salvador Roast”

  10. ขาย poster art หรือสติกเกอร์โปรเจ็กต์

เดือน 3: ปักหมุดเป็นศูนย์กลางชุมชน

เป้าหมาย: ให้ micro cinema กลายเป็น landmark ของคนที่สนใจเรื่องนี้

  1. เริ่มระบบสมาชิก (Membership)

  2. 500–700 บาท/เดือน → เข้าร่วมได้ทุกกิจกรรม + สิทธิ์ early booking

  3. ของแถม: เข็มกลัด/บัตรสมาชิก/discount ของ partner café

  4. ขยายความร่วมมือ

  5. จัดรอบพิเศษร่วมกับ bitcoin meet-up group หรือ film school ในท้องถิ่น

  6. เปิดพื้นที่ให้ filmmaker อินดี้มาฉาย short film + คุยกับผู้ชม

  7. สร้างงานเรือธง

  8. จัด “Bitcoin Film Weekend” → 2 วันรวด 4 รอบ แบ่งธีมเช่น Sound Money, Censorship Resistance, The Future of Money, Tech & Society

  9. โปรโมตให้เป็น event ระดับย่อม ๆ ที่คนจากจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมได้

โครงสร้างรายได้ (ให้เลี้ยงตัวเองได้ในเดือน 3–4)

  • รายได้จากตั๋ว/สมาชิก: 60–70%

  • เครื่องดื่ม/ขนม: 20%

  • ขายของ (merch, poster, zine): 10%

  • จัดรอบ private screening ให้บริษัท/สถาบัน: รายได้เสริมไม่ประจำ

สิ่งที่คุณจะได้ถ้าทำตามแผน

  • เดือนแรก → มีผู้ชมแกนกลาง 15–20 คน

  • เดือนสอง → กลายเป็นวงสังคมเล็กที่คนพูดถึงและพาเพื่อนมา

  • เดือนสาม → มีรายได้หมุนเพียงพอเลี้ยงค่าเช่าสถานที่ + ค่าอุปกรณ์

  • ภายใน 6 เดือน → micro cinema ของคุณจะถูกมองว่าเป็น “ห้องเรียนเสรีภาพทางความคิด” ของเมือง

ผมสามารถต่อให้คุณได้เป็น calendar รายละเอียด 12 สัปดาห์ พร้อมชื่อ event, คำโปรยโพสต์, และธีมแต่ละรอบที่เชื่อมโยงระหว่างโลก Bitcoin กับโลกภาพยนตร์

ถ้าได้อันนั้น คุณแทบจะเริ่มจัดได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดจากศูนย์เลย

🥷 : ขอรายชื่อ list หนังที่คุณคิดว่าเหมาะกับ 2 งานนี้หน่อย

💬 : ได้เลย เดี๋ยวผมทำ list หนัง 2 ชุด ให้ตรงกับสองโปรแกรมที่คุณคิดไว้ คือ

Bitcoin Film Doc Screening — เน้นสารคดี/หนังสั้นที่พูดเรื่องเงิน เทคโนโลยี เสรีภาพ

Micro Cinema Study Screening — เน้นหนังที่ใช้เรียนรู้การเล่าเรื่อง ภาพ เสียง จังหวะ

ผมจะจัดให้เป็น “foundation list” ที่คุณหยิบไป curate ได้ทันที โดยผสมทั้งที่ดูฟรี, public domain, และที่หาดูใน streaming ได้

1. Bitcoin Film Doc Screening

Theme: เงิน, เทคโนโลยี, เสรีภาพ, การต่อต้านการควบคุม

Bitcoin: Beyond the Bubble (2018) — [YouTube ฟรี] บทนำที่ดีมากสำหรับคนเพิ่งเริ่ม เข้าใจทั้งประวัติและปรัชญา

  • The Rise and Rise of Bitcoin (2014) — [VOD] บันทึกยุคแรกของ Bitcoin กับบุคคลสำคัญ

  • Banking on Bitcoin (2016) — [Netflix, iTunes] สารคดีที่เล่าโครงสร้างการเงินควบคู่กับการเกิด Bitcoin

  • Cryptopia: Bitcoin, Blockchains and the Future of the Internet (2020) — [Vimeo On Demand] สำรวจทั้งมุมบวกและข้อถกเถียง

  • End of the Road: How Money Became Worthless (2012) — [VOD] วิเคราะห์ระบบการเงิน fiat และวิกฤตหนี้

  • Trust Machine: The Story of Blockchain (2018) — [Vimeo] สะท้อนการใช้บล็อกเชนในหลายภาคส่วน

  • The Great Hack (2019) — [Netflix] แม้ไม่ใช่เรื่องเงินโดยตรง แต่เกี่ยวกับข้อมูล, อำนาจ, และความเป็นส่วนตัว

  • The Internet’s Own Boy: The Story of Aaron Swartz (2014) — [YouTube ฟรี] เรื่องราวนักกิจกรรมดิจิทัลที่สอดคล้องกับปรัชญา Bitcoin

  • Bitcoin in El Salvador (short doc, 2022) — [YouTube] ดูได้สั้น ๆ เข้าใจบทเรียนของการเป็น legal tender

2. Micro Cinema Study Screening

Theme: ศึกษาการเล่าเรื่อง เทคนิคภาพยนตร์ และภาษาหนัง

  • Rashomon (1950, Akira Kurosawa) — การเล่าเรื่องแบบหลายมุมมอง

  • 12 Angry Men (1957, Sidney Lumet) — การสร้างความตึงเครียดในพื้นที่จำกัด

  • Citizen Kane (1941, Orson Welles) — การตัดต่อเชิงโครงสร้างและภาพลึก (deep focus)

  • The Man with a Movie Camera (1929, Dziga Vertov) — การทดลอง montage และภาษาภาพยนตร์ยุคแรก

  • Parasite (2019, Bong Joon-ho) — การใช้ production design เป็นการเล่าเรื่อง

  • Roma (2018, Alfonso Cuarón) — long take และ sound design เชิง immersive

  • Wings of Desire (1987, Wim Wenders) — การใช้ภาพและเสียงถ่ายทอดภวังค์

  • Pather Panchali (1955, Satyajit Ray) — humanist cinema และ naturalistic storytelling

  • Meshes of the Afternoon (1943, Maya Deren) — surrealism และ subjective POV

  • Playtime (1967, Jacques Tati) — mise-en-scène และการจัดองค์ประกอบภาพ

  • The Act of Killing (2012, Joshua Oppenheimer) — สารคดีที่ใช้การจำลองเหตุการณ์เป็นวิธีเล่า

ผมสามารถทำ calendar 12 สัปดาห์ ที่ผูกหนังจากสอง list นี้เข้ากับหัวข้อ discussion พร้อมคำโปรยโปรแกรมให้คุณใช้โพสต์โปรโมตได้เลย

ถ้าเอาแบบนั้น คุณจะมีตาราง event พร้อมใช้ทันที ทั้งสำหรับสาย Bitcoin และสายเรียนรู้ภาพยนตร์

🥷 : จัดไป แต่บางทีผมก็ไม่อยากให้โปรแกรมหนังมันช้ำหรือ conservative มากไป

ผมคิดถึง อนิเมะอย่าง สุริยะปราชญ์ -ทฤษฎีสีเลือด ที่ไม่เกี่ยวกับ bitcoin เลย แต่เกี่ยวกับการส่งต่อความจริงที่ค้นพบ ในโปรแกรม bitcoin ด้วย , vibe ของ โปรแกรมหนังที่มี concept เชื่อมโยงกันได้ มันมีเสน่ห์กว่านะผมว่า

💬 : เข้าใจเลยครับ — ถ้า micro cinema ของคุณจะมีเอกลักษณ์ มันต้องไม่ติดอยู่ในวงจร “เปิดสารคดี Bitcoin + ถกเทคนิค” จนคนเดาได้หมดแล้วว่ารอบต่อไปจะเป็นอะไร

สิ่งที่คุณกำลังพูดถึงคือ conceptual programming หรือ “การจัดหนังที่ไม่จำเป็นต้องตรงเนื้อหา แต่เชื่อมด้วยแก่นคิดและอารมณ์”

อย่าง สุริยะปราชญ์ - ทฤษฎีสีเลือด แม้ไม่พูดถึง Bitcoin เลย แต่ก็พูดถึง การค้นพบความจริง, การสื่อสาร, และการส่งต่อ — ซึ่งมันสะท้อนหัวใจของ Bitcoin ได้ถ้าคุณ curate ดี

วิธีสร้าง vibe โปรแกรมแบบ concept-driven

แทนที่จะจัดเป็นหมวดเนื้อหา (bitcoin, finance, freedom)

→ ให้จัดเป็นหมวด concept ที่เชื่อมด้วยธีมเชิงนามธรรม เช่น

  • การค้นหาความจริง (Truth-Seeking)

  • การต่อต้านการควบคุม (Resistance)

  • การสืบทอดมรดกทางความคิด (Legacy of Ideas)

  • พลังของชุมชน (Power of Many)

  • ความไม่เท่าเทียม (Inequality)

ในแต่ละธีม คุณสามารถเลือกหนังได้จากทั้งสารคดี, fiction, อนิเมะ, experimental film, short film ฯลฯ แล้วใช้ discussion เพื่อเชื่อมมันเข้ากับ Bitcoin หรือเสรีภาพทางการเงินในมุมคิด

ตัวอย่างโปรแกรม Bitcoin Film ที่มีหนังหลากสาย

Theme: Messages Across Time

  • Banking on Bitcoin (doc) — สารคดีเล่าเรื่องกำเนิด Bitcoin

  • สุริยะปราชญ์ - ทฤษฎีสีเลือด (anime) — การค้นพบความจริงและการสืบทอดความรู้

  • Contact (1997) — การติดต่อและการส่งสารระหว่างโลก/ยุค Discussion: การส่งต่อความรู้/ความจริงที่อยู่เหนืออำนาจรัฐหรือองค์กร

Theme: The Price of Freedom

  • The Internet’s Own Boy (doc) — Aaron Swartz และเสรีภาพข้อมูล

  • V for Vendetta (fiction) — การลุกขึ้นสู้กับรัฐเผด็จการ

  • Paprika (anime) — โลกเสรีภาพฝันและการควบคุมจิตใจ Discussion: อิสรภาพในมิติข้อมูล, จิตใจ, และเงิน

Theme: The Weight of a Single Idea

  • Bitcoin: Beyond the Bubble (doc) — พลังของไอเดียเงินที่ไร้ศูนย์กลาง

  • The Man Who Knew Infinity (bio-drama) — คณิตศาสตร์และความเชื่อ

  • Ghost in the Shell (anime) — จิตสำนึกและอัตลักษณ์ในยุคดิจิทัล Discussion: ไอเดียที่เปลี่ยนโลกเกิดจากคนไม่กี่คนได้อย่างไร

ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถทำ calendar 12 สัปดาห์ ที่เป็น concept-driven film programming โดยในแต่ละสัปดาห์มี theme + 2-3 หนัง (ต่างแนว) + hook สำหรับ discussion ที่โยงเข้ากับ Bitcoin หรือเสรีภาพเชิงปรัชญาได้

แบบนี้โปรแกรมของคุณจะไม่ช้ำ และคนจะมาด้วย curiosity เพราะไม่รู้ว่าจะได้เจอ combination แบบไหนอีก

คุณอยากให้ผมออกแบบ 12 สัปดาห์นั้นเลยไหม?

มันจะรวมทั้งสายตรง Bitcoin + หนังนอกสายแต่เชื่อมด้วยแก่นคิด

🥷 : อยากครับ จัดมาที

💬 : โอเค งั้นผมจัด ปฏิทินโปรแกรม 12 สัปดาห์ แบบ concept-driven micro cinema ให้เลย

ทุกสัปดาห์จะมี theme ที่โยงเข้า Bitcoin, เสรีภาพ, หรือการค้นหาความจริง แต่เลือกหนังจากหลากแนว (สารคดี, fiction, อนิเมะ, experimental) เพื่อให้โปรแกรมมีรสชาติและไม่ซ้ำ

Concept-Driven Bitcoin Micro Cinema — 12 Weeks

(ทุกโปรแกรม: ผู้ชมดูหนังเองล่วงหน้า + วันงานมี clip highlight + curator talk + group discussion)

Week 1 — Seeds of Change

  • Bitcoin: Beyond the Bubble (doc) — แก่นของ Bitcoin และเงินที่ไร้ศูนย์กลาง

  • The Man Who Knew Infinity (bio-drama) — ไอเดียคณิตศาสตร์ที่เปลี่ยนโลก

  • Discussion: ไอเดียเล็ก ๆ ที่กลายเป็นการปฏิวัติความคิด

Week 2 — Truth Against Power

  • The Internet’s Own Boy (doc) — Aaron Swartz และเสรีภาพข้อมูล

  • สุริยะปราชญ์ - ทฤษฎีสีเลือด (anime) — การค้นพบและส่งต่อความจริง

  • Discussion: การปกป้องความจริงในโลกที่พยายามปิดกั้น

Week 3 — Invisible Hands

  • The Great Hack (doc) — การควบคุมข้อมูลและการเมืองผ่าน Big Data

  • They Live (fiction, 1988) — แว่นตาที่เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของระบบ

  • Discussion: โครงสร้างที่มองไม่เห็นแต่กำหนดชีวิตเรา

Week 4 — Value Beyond Money

  • End of the Road (doc) — ความเปราะบางของระบบ fiat

  • It’s a Wonderful Life (fiction, 1946) — มูลค่าของชุมชนและความสัมพันธ์

  • Discussion: เงินกับคุณค่าที่ไม่อาจตีราคาได้

Week 5 — Borders & Networks

  • Cryptopia (doc) — Bitcoin และบล็อกเชนในบริบทโลก

  • Paprika (anime) — เครือข่ายฝันและโลกคู่ขนาน

  • Discussion: เส้นแบ่งโลกจริง-โลกดิจิทัล กับเสรีภาพที่อยู่ในนั้น

Week 6 — The Price of Freedom

  • Banking on Bitcoin (doc) — ความขัดแย้งและแรงเสียดทานจากรัฐ

  • V for Vendetta (fiction) — การลุกขึ้นสู้กับระบอบกดขี่

  • Discussion: เสรีภาพมีราคาเท่าไร และใครพร้อมจ่าย

Week 7 — Machines of Belief

  • Trust Machine (doc) — เทคโนโลยีและศรัทธาในระบบไร้ศูนย์กลาง

  • Ghost in the Shell (anime) — จิตสำนึกและตัวตนในโลกไซเบอร์

  • Discussion: อะไรคือ “ตัวตน” เมื่อเราผูกติดกับระบบดิจิทัล

Week 8 — Fragile Utopias

  • Bitcoin in El Salvador (short doc) — การทดลองประเทศ Bitcoin

  • The Truman Show (fiction) — โลกสมบูรณ์แบบที่ถูกควบคุม

  • Discussion: ยูโทเปียที่เปราะบางและจริงแค่ไหน

Week 9 — Resistance by Design

  • The Internet’s Own Boy (doc) — การออกแบบระบบเพื่อเสรีภาพข้อมูล

  • Brazil (fiction, Terry Gilliam) — การหลบหนีจากระบบราชการเผด็จการ

  • Discussion: การออกแบบที่เป็นการต่อต้าน

Week 10 — Memory & Proof

  • Banking on Bitcoin (doc) — Blockchain เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

  • Memento (fiction) — ความทรงจำและการสร้างความจริงส่วนตัว

  • Discussion: การบันทึกความจริงในโลกที่พยายามเขียนใหม่

Week 11 — The Commons

  • The Bitcoin Gospel (doc) — Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์สาธารณะ

  • Nausicaä of the Valley of the Wind (anime) — การปกป้องสิ่งที่เป็นของทุกคน

  • Discussion: commons ทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล

Week 12 — Beyond the Horizon

  • Trust Machine (doc) — วิสัยทัศน์ของโลกไร้ศูนย์กลาง

  • Contact (fiction) — การส่งสารและความเชื่อมโยงระหว่างโลก

  • Discussion: เมื่อเทคโนโลยีพาเราไปไกลกว่าขอบฟ้าเดิม

โครงสร้างแต่ละสัปดาห์

Pre-watch list ส่งให้ผู้เข้าร่วม

วันงาน:

  1. Curator talk (15 นาที) → อธิบาย concept ของโปรแกรม

  2. Clip highlight (3–5 นาทีจากแต่ละเรื่อง)

  3. Group discussion (60 นาที) → โยงเข้ากับ Bitcoin หรือเสรีภาพ

  4. Handout theme notes + quote จากหนัง + question prompt

ข้อดีของแผนนี้คือ:

  • โปรแกรมไม่ช้ำ เพราะบางสัปดาห์ใช้อนิเมะ, fiction, หรือหนังทดลอง

  • ผู้ชมรู้สึกว่าได้ “ท่องธีม” มากกว่าดู genre เดิมซ้ำ

  • หนังนอก Bitcoin ทำให้คนเปิดใจ แต่ discussion จะค่อย ๆ ดึงกลับมาสู่แก่น

ผมคิดว่าถ้าใช้ 12 สัปดาห์นี้เป็นซีซันแรก คุณจะได้ฐานผู้ชมที่ผูกพันกับสถานที่ เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่ารอบต่อไปคุณจะเอาอะไรมาโยงกับ Bitcoin — และนี่แหละเสน่ห์ของ micro cinema แบบ concept-driven

ถ้าคุณอยาก ผมทำ โปสเตอร์ธีม + คำโปรยโปรแกรม สำหรับแต่ละสัปดาห์ให้ด้วยได้นะ จะเอาไปโปรโมตได้ทันที

🎬

Last updated