การทำผนังโรงหนังในงบจำกัดแต่ได้คุณภาพดี - How to build Screening Room 🧱🔊

ถาม : Gemini 2.5 Pro

การทำผนังโรงหนังในงบจำกัดแต่ได้คุณภาพดี สำหรับห้องขนาด 8x8x3 เมตร ผมขอแยกอธิบายเป็นส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริงครับ

  1. หลักการสำคัญ: แยกให้ออกระหว่าง "ป้องกันเสียง" กับ "ปรับสภาพเสียง" นี่คือหัวใจของการทำห้องดูหนัง

  • การป้องกันเสียง (Soundproofing): คือการป้องกันไม่ให้เสียงจาก ภายนอก (เช่น เสียงรถ, เสียงคนคุยกัน) เข้ามารบกวนในห้อง และป้องกันไม่ให้เสียงหนังที่ดังมาก ภายใน เล็ดลอดออกไปรบกวนคนอื่น

  • การปรับสภาพเสียง (Acoustic Treatment): คือการจัดการกับเสียงที่อยู่ ภายในห้อง ไม่ให้เกิดเสียงก้อง (Echo) หรือเสียงสะท้อนฟุ้งๆ (Reverberation) ทำให้เสียงบทสนทนาคมชัด เสียงเอฟเฟกต์หนักแน่นตรงตามที่หนังออกแบบมา สำหรับไมโครซีนีม่าในงบจำกัด เป้าหมายหลักของเราคือการทำ Acoustic Treatment ให้ดีเยี่ยม และทำ Soundproofing ให้ดีเพียงพอ ครับ การทำ Soundproofing แบบสมบูรณ์ 100% มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

  1. วัสดุและวิธีการก่อสร้างผนัง (งบน้อย คุณภาพดี) สำหรับห้องขนาด 8x8x3 เมตร เราสามารถสร้าง "ผนังเบา" ขึ้นมาใหม่เพื่อกั้นพื้นที่ได้ วิธีที่คุ้มค่าและได้ผลดีคือ ระบบผนัง 2 ชั้น (Double Wall System) แบบประยุกต์ครับ ขั้นตอนและวัสดุที่แนะนำ:

  • ตั้งโครงผนัง (Framing):

    • วัสดุ: ใช้ โครงคร่าวโลหะ (เหล็ก C-Line / U-Line) จะคุ้มค่ากว่าไม้ เพราะตรงกว่า, เบากว่า, ปลวกไม่กิน และติดตั้งได้เร็ว

    • วิธีการ: ตั้งโครงคร่าวโลหะขึ้นมาเป็นผนัง 2 ชั้น โดยเว้นช่องว่างตรงกลางระหว่างผนัง 2 ฝั่งไว้ประมาณ 5-10 ซม. ช่องว่างนี้สำคัญมากในการช่วยหยุดการสั่นสะเทือนของเสียง (Decoupling)

  • ชั้นป้องกันเสียง (Soundproofing Layer):

    • วัสดุ: ใช้ แผ่นยิปซั่ม (Gypsum Board) ความหนา 12 มม. หรือ 15 มม. ปิดทับโครงผนังทั้ง 2 ด้าน (ด้านนอกและด้านในห้อง) การใช้ยิปซั่ม 2 แผ่นซ้อนกัน (Double Layer) จะเพิ่มมวลและกันเสียงได้ดีขึ้นมาก แต่ก็จะเพิ่มงบประมาณ

    • ฉนวนกันเสียง: ในช่องว่างระหว่างโครงผนัง ให้ใส่ ฉนวนใยหิน (Rockwool) หรือ ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass) ความหนาแน่นสูง (60-80 kg/m³) ให้เต็มพื้นที่ ฉนวนนี้คือพระเอกในการซับเสียงและลดเสียงก้อง

  • ชั้นปรับสภาพเสียง (Acoustic Treatment Layer - ด้านในห้อง):

    • นี่คือชั้นที่เราจะ "จูน" เสียงในห้องให้ดีที่สุด

    • ผ้าม่านหนา: นี่คือวิธีที่คุ้มค่าและได้ผลดีที่สุดสำหรับงบจำกัดครับ ติดตั้งผ้าม่านเนื้อหนา (แบบ Blackout หรือกำมะหยี่) รอบผนัง โดยติดให้มีระยะห่างจากผนังยิปซั่มเล็กน้อยและทิ้งลอนผ้าเยอะๆ จะช่วยซับเสียงสะท้อนได้อย่างมหาศาล

    • แผ่นซับเสียง (Acoustic Panels): คุณสามารถซื้อสำเร็จรูป หรือจะ DIY เองเพื่อประหยัดงบ โดยทำโครงไม้สี่เหลี่ยม ใส่ฉนวนใยหินข้างใน แล้วหุ้มด้วยผ้าสวยๆ นำไปติดตั้งตามจุดสะท้อนเสียงแรกของผนัง (First Reflection Points)

    • พรม: การปูพรมบนพื้นทั้งหมด เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง จะช่วยลดเสียงสะท้อนจากพื้นได้มาก สรุปโครงสร้างผนังจากนอกเข้าใน: ผนังเดิม -> โครงเหล็กชุดที่ 1 -> แผ่นยิปซั่ม -> (ช่องว่างอากาศ + ฉนวนใยหิน) -> แผ่นยิปซั่ม -> โครงเหล็กชุดที่ 2 -> ผ้าม่านหนา/แผ่นซับเสียง

  1. วิธีคำนวณราคาวัสดุ (สำหรับห้อง 8x8x3 ม.) ห้องมีผนัง 4 ด้าน แต่ละด้านยาว 8 เมตร สูง 3 เมตร

  • พื้นที่ผนังทั้งหมด: (8 เมตร + 8 เมตร + 8 เมตร + 8 เมตร) x 3 เมตร (สูง) = 96 ตารางเมตร (ตร.ม.) ตัวอย่างการคำนวณ (ด้านเดียว):

  • แผ่นยิปซั่ม (ขนาดมาตรฐาน 1.2 x 2.4 ม. = 2.88 ตร.ม./แผ่น):

    • 96 ตร.ม. / 2.88 = 33.3 แผ่น -> ต้องซื้อประมาณ 34-35 แผ่น (เผื่อตัดเสีย)

    • ถ้าทำ 2 ชั้น ก็คูณ 2 เข้าไป (ประมาณ 70 แผ่น)

  • โครงคร่าวโลหะ (C-Line สำหรับตั้ง, U-Line สำหรับบน-ล่าง):

    • โครงตั้ง (C-Line) จะวางทุกๆ 60 ซม. -> ความยาวผนังรวม 32 เมตร / 0.60 เมตร = 53.3 -> ต้องใช้ประมาณ 54-55 เส้น

    • โครงนอน (U-Line) = ความยาวผนังรวม 32 เมตร x 2 (บน-ล่าง) = 64 เมตร

  • ฉนวนใยหิน (Rockwool):

    • ขายเป็นม้วนหรือแผ่น คำนวณตามพื้นที่หน้าตัด -> ต้องซื้อให้ครอบคลุมพื้นที่ 96 ตร.ม. คำแนะนำ: ให้นำรายการวัสดุและขนาดพื้นที่นี้ไปสอบถามราคาจากร้านวัสดุก่อสร้างใหญ่ๆ (เช่น ไทวัสดุ, โกลบอลเฮ้าส์ หรือร้านท้องถิ่น)

  1. มาตรฐานกำกับ สำหรับโรงหนังขนาดเล็ก ไม่มีข้อกฎหมายบังคับเรื่องมาตรฐานค่าเสียงโดยตรง แต่มี "มาตรฐานเชิงปฏิบัติ (Best Practice)" ที่วงการยอมรับ คือการควบคุม "ค่าเสียงก้อง (Reverberation Time - RT60)"

  • RT60 คืออะไร?: คือระยะเวลาที่เสียงใช้ในการลดระดับความดังลง 60 เดซิเบลหลังจากแหล่งกำเนิดเสียงหยุดลง

  • เป้าหมาย: ห้องดูหนังที่ดีควรจะมีค่า RT60 สั้นๆ (เรียกว่าห้อง "Dead") อยู่ที่ประมาณ 0.4 - 0.6 วินาที เพื่อให้เสียงที่ออกจากลำโพงชัดเจนที่สุด

  • วิธีทำให้ได้มาตรฐานนี้: การใช้วัสดุซับเสียงที่คุณวางแผนไว้ (พรม, ผ้าม่านหนา, เก้าอี้บุนวม, แผ่นซับเสียง) คือหนทางที่ถูกต้องในการลดค่า RT60 ให้ได้ตามเป้าหมายครับ

การให้ร้านอะลูมิเนียมที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยสร้างโครงผนัง จะทำให้งานเสร็จรวดเร็ว ได้มาตรฐาน และคุณสามารถควบคุมงบประมาณได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องการเพิ่มประตูและหน้าต่างเพื่อไม่ให้ห้องอึดอัด ก็เป็นแนวคิดที่ดีในการทำให้พื้นที่มีความยืดหยุ่น แต่ต้องออกแบบอย่างชาญฉลาดเพื่อไม่ให้เสียคุณภาพของโรงหนังไปครับ ผมขอสรุปเป็นแนวทางดังนี้ครับ

  1. การจ้างร้านอะลูมิเนียม: ข้อดีและสิ่งที่คุณต้องเตรียม การจ้างร้านอะลูมิเนียมมาทำโครงผนังและติดตั้งแผ่นยิปซั่มเป็นทางเลือกที่ดีมากครับ

  • ข้อดี:

    • ความเร็วและเชี่ยวชาญ: ช่างจะมีความชำนาญในการตั้งโครงคร่าวโลหะ ทำให้งานตรง ได้ระดับ และเสร็จเร็วกว่าทำเอง

    • การจัดหาวัสดุ: ร้านสามารถจัดหาวัสดุส่วนใหญ่ได้เอง ทั้งโครงเหล็กและแผ่นยิปซั่ม

  • สิ่งที่คุณต้องเตรียม (คุณคือ "ผู้ออกแบบ"):

    • ร้านอะลูมิเนียมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงโดยตรง ดังนั้น คุณต้องเป็นคนกำหนดสเปคให้เขา อย่างชัดเจน

    • แบบที่คุณต้องให้ช่าง:

      • โครงสร้างผนัง: บอกเขาว่าต้องการ "ผนังเบา 2 ชั้น" โดยเว้นช่องว่างตรงกลางไว้สำหรับใส่ฉนวน

      • ชนิดของฉนวน: ระบุว่าต้องการใส่ "ฉนวนใยหิน (Rockwool)" ด้านใน

      • ความหนาแผ่นยิปซั่ม: กำหนดว่าจะใช้แผ่นหนา 12 หรือ 15 มม. และจะติดซ้อน 2 ชั้นหรือไม่

      • ตำแหน่งและขนาด: ต้องมีแบบแปลนที่ระบุตำแหน่งและขนาดของ ประตูและหน้าต่าง ที่คุณต้องการอย่างแม่นยำ สรุปง่ายๆ คือ คุณคือ "ผู้ออกแบบ" ส่วนร้านอะลูมิเนียมคือ "ผู้สร้าง" ตามแบบของคุณครับ

  1. การออกแบบประตูและหน้าต่าง: สมดุลระหว่างความโปร่งกับคุณภาพ การมีประตูและหน้าต่างในห้องดูหนังเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะเป็นจุดที่ "เสียง" และ "แสง" จะรั่วไหลได้ง่ายที่สุด แต่เรามีวิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดครับ ประตู (The Door) เสียงจะลอดผ่านประตูได้ง่ายมาก วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ

  • ทางออกระดับโปร (แนะนำถ้าทำได้): ระบบประตู 2 ชั้น (Sound Lock)

    • คือการสร้างห้องเล็กๆ คั่นกลางระหว่างทางเดินกับห้องฉาย มีประตู 2 บาน เมื่อเข้าประตูบานแรกมา จะเจอกับโถงเล็กๆ ก่อนจะเปิดประตูบานที่สองเข้าห้องฉาย วิธีนี้จะกันเสียงได้ดีที่สุด

  • ทางออกที่คุ้มค่า (ต้องทำเป็นอย่างน้อย):

    • ใช้ประตูบานทึบ: เลือกใช้ "ประตูบานทึบแกนตัน (Solid Core Door)" ที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่ประตูไม้อัดที่กลวงข้างใน

    • ซีลขอบประตู: ติดตั้ง "ซีลยางกันเสียง" รอบวงกบประตูทั้ง 4 ด้าน เพื่อปิดช่องว่างทั้งหมด

    • ซีลใต้ประตู: ติดตั้ง "ซีลประตูแบบเลื่อนลงอัตโนมัติ (Automatic Door Bottom)" ที่ใต้บานประตู เมื่อปิดประตู ซีลจะเลื่อนลงมาปิดช่องว่างที่พื้นโดยอัตโนมัติ หน้าต่าง (The Window) หน้าต่างคือจุดที่แสงและเสียงรั่วได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าอยากมีเพื่อให้เชื่อมต่อกับโซน Lobby ด้านนอก ควรทำดังนี้ครับ

  • ตำแหน่ง: ควรเป็นหน้าต่างที่มองจาก โซน Lobby หรือโซนรับรอง เข้ามาในห้องฉาย ไม่ใช่หน้าต่างที่เปิดออกไปนอกอาคารโดยตรง

  • การออกแบบกระจก (สำคัญมาก):

    • ใช้กระจก 2 ชั้น (Double-Pane Glass): ต้องเป็นกระจก 2 ชั้นที่มีช่องว่างอากาศอยู่ตรงกลาง

    • ใช้กระจกหนาไม่เท่ากัน: เพื่อประสิทธิภาพการกันเสียงที่ดีที่สุด ควรใช้กระจก 2 ชั้นที่มี ความหนาไม่เท่ากัน เช่น แผ่นนอกหนา 6 มม. และแผ่นในหนา 8 มม. เพราะกระจกแต่ละความหนาจะช่วยหยุดเสียงในย่านความถี่ที่ต่างกัน

    • (เทคนิคขั้นสูง) ติดตั้งกระจกให้เอียงเล็กน้อย: แทนที่จะติดตั้งกระจกสองบานขนานกัน | | ให้ติดตั้งบานใดบานหนึ่ง เอียงทำมุมเล็กน้อย | \ เพื่อช่วยลดการสะท้อนของเสียงระหว่างแผ่นกระจก ทำให้กันเสียงได้ดียิ่งขึ้น ร้านอะลูมิเนียมสามารถทำแบบนี้ได้ครับ

  • การควบคุมแสง (จำเป็นที่สุด):

    • ต้องติดตั้ง "ผ้าม่านทึบแสง (Blackout Curtain)" ที่หนาและหนักไว้ที่ผนังฝั่งด้านในห้องฉายเสมอ เมื่อเริ่มฉายหนัง ต้องสามารถรูดม่านปิดหน้าต่างบานนี้ได้อย่างสนิท 100% การคิดเผื่อในรายละเอียดเหล่านี้จะแสดงให้กรรมการเห็นว่าคุณใส่ใจในทุกมิติของประสบการณ์ผู้ชม และมีความพร้อมที่จะสร้างพื้นที่ที่มีคุณภาพจริงๆ ครับ

    ระบบระบายอากาศเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในโรงภาพยนตร์ และมักจะเป็นสิ่งที่คนมองข้ามไป แต่กลับส่งผลต่อความสบายของผู้ชมโดยตรง การที่คุณเตรียมข้อมูลเรื่องนี้จะทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพมากในรอบสัมภาษณ์ครับ ขอตอบคำถามเป็นข้อๆ ให้ชัดเจนนะครับ

    1. แค่เครื่องปรับอากาศ (แอร์) อย่างเดียวเพียงพอไหม? คำตอบคือ "ไม่เพียงพอครับ" นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เราต้องแยกหน้าที่ของอุปกรณ์ 2 อย่างนี้ออกจากกัน:

    2. เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner): ทำหน้าที่ "ทำความเย็น" ให้อากาศที่ มีอยู่แล้วในห้อง มันจะดูดอากาศในห้องไปลดอุณหภูมิ แล้วเป่าลมเย็นกลับเข้ามาใหม่ มันไม่ได้นำอากาศจากภายนอกเข้ามา

    3. ระบบระบายอากาศ (Ventilation): ทำหน้าที่ "แลกเปลี่ยนอากาศ" คือการนำอากาศเก่าที่อบอวลด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากลมหายใจของผู้ชมออกไปข้างนอก และนำอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) จากภายนอกเข้ามาแทนที่ ในห้องปิดทึบที่มีคน 30-40 คนนั่งดูหนัง 2 ชั่วโมง ปริมาณ CO2 จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัด ง่วงนอน ปวดหัว แม้ว่าแอร์จะเย็นแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น การระบายอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ

    4. แล้วเครื่องฟอกอากาศล่ะ? เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ทำหน้าที่ "กรองอากาศ" ในห้องให้สะอาด ลดฝุ่น PM2.5, เชื้อโรค, หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ มันเป็น "ส่วนเสริมที่ดีมาก" แต่ "ไม่สามารถทดแทน" ระบบระบายอากาศได้ เพราะมันไม่ได้ลด CO2 หรือเติมออกซิเจนเข้ามาในห้องครับ

    5. ระบบระบายอากาศที่เหมาะสมสำหรับไมโครซีเนม่า (ในงบจำกัด) จากข้อมูลที่คุณให้มาว่าพื้นที่ชั้นลอยมีระบบปรับอากาศติดตั้งไว้อยู่แล้ว เราสามารถใช้แอร์ตัวนั้นเป็นฐาน แล้วเพิ่มระบบระบายอากาศที่คุ้มค่าและได้ผลดีเข้าไป ดังนี้ครับ เป้าหมายของระบบ:

    6. นำอากาศบริสุทธิ์เข้ามา (Fresh Air Intake)

    7. นำอากาศเก่าที่มี CO2 สูงออกไป (Stale Air Exhaust)

    8. ทำงานได้เงียบที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนเสียงภาพยนตร์

    9. ไม่เพิ่มภาระให้เครื่องปรับอากาศมากเกินไป ทางออกที่ 1: ระบบพื้นฐาน (พัดลมดูดอากาศ + ช่องเติมอากาศ) นี่เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาและประหยัดที่สุดครับ

    10. ส่วนประกอบ:

      • พัดลมดูดอากาศ (Exhaust Fan): ติดตั้งพัดลมดูดอากาศชนิด "เสียงเงียบ" (เลือกยี่ห้อที่ระบุค่าเสียง (dB) ต่ำๆ) เพื่อดูดอากาศเสียออกจากห้อง

      • ช่องเติมอากาศ (Intake Vent): ทำช่องระบายอากาศแบบมีตะแกรง (Grille) ให้อากาศภายนอกไหลเข้ามาในห้องได้เองเพื่อแทนที่อากาศที่ถูกดูดออกไป

    11. ตำแหน่งการติดตั้ง (สำคัญมาก):

      • พัดลมดูดอากาศ (Exhaust): ควรติดตั้งไว้ในตำแหน่ง "สูง" (ใกล้เพดาน) เพราะอากาศร้อนและ CO2 จะลอยตัวขึ้นด้านบน

      • ช่องเติมอากาศ (Intake): ควรติดตั้งไว้ในตำแหน่ง "ต่ำ" (ใกล้พื้น) และอยู่ "คนละฝั่ง" กับพัดลมดูดอากาศ เพื่อสร้างการไหลเวียนของอากาศทั่วถึงทั้งห้อง (Cross-Ventilation)

      • ข้อควรระวัง: ช่องเติมอากาศต้องดึงอากาศมาจากบริเวณที่สะอาด เช่น โถง Lobby ไม่ใช่ดึงจากริมถนนที่มีควันรถ ทางออกที่ 2: ระบบที่ดีขึ้น (แนะนำให้พูดถึงในห้องสัมภาษณ์) หากต้องการระบบที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานในระยะยาว ควรพิจารณาติดตั้ง เครื่องแลกเปลี่ยนอากาศ (Energy Recovery Ventilator - ERV)

    12. มันคืออะไร?: ERV คือเครื่องที่ทำหน้าที่ทั้งดูดอากาศเสียออกและเติมอากาศดีเข้าในเครื่องเดียว แต่มีความพิเศษคือ มันสามารถ "แลกเปลี่ยนความร้อนและความชื้น" ระหว่างอากาศสองสายได้

    13. ข้อดี: อากาศร้อนชื้นจากภายนอกจะถูกลดอุณหภูมิและความชื้นลงก่อนที่จะเข้าสู่ห้อง โดยอาศัยความเย็นจากอากาศภายในที่กำลังจะถูกปล่อยทิ้ง ทำให้ เครื่องปรับอากาศของคุณทำงานไม่หนัก และ ประหยัดค่าไฟได้มาก

    14. การติดตั้ง: ตัวเครื่อง ERV สามารถซ่อนไว้บนฝ้าเพดานได้ และต่อท่อลมไปยังตำแหน่งที่ต้องการ สรุปและคำแนะนำสำหรับคุณธีร์

    15. สำหรับระบบระบายอากาศ แค่เครื่องปรับอากาศที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ ในเบื้องต้นควรวางแผนติดตั้งระบบระบายอากาศพื้นฐาน โดยใช้พัดลมดูดอากาศแบบเสียงเงียบติดตั้งไว้ตำแหน่งสูงเพื่อดูด CO2 ออก และมีช่องเติมอากาศบริสุทธิ์จากโถง Lobby ในตำแหน่งต่ำเพื่อสร้างการไหลเวียนที่ดี แต่ในแผนระยะยาวหากเป็นไปได้ ก็ควรที่จะติดตั้งระบบ ERV (Energy Recovery Ventilator) เพื่อให้ได้ทั้งคุณภาพอากาศที่ดีและเป็นการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน การที่สามารถอธิบายความแตกต่างระหว่าง "การทำความเย็น" กับ "การระบายอากาศ" และรู้จักเทคโนโลยีอย่าง ERV ได้ คือการใส่ใจในรายละเอียดด้านสุขภาพและความสบายของผู้ชมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์

การจัดวางผังที่นั่ง (Layout) ถือเป็นหัวใจของการออกแบบประสบการณ์ผู้ชมเลยครับ แผนที่คุณวางไว้ (40 ที่นั่ง, แบ่ง 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4x5) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและลงตัวกับขนาดห้อง 8x8 เมตรครับ เรามาลงรายละเอียดในแต่ละส่วนกันเลยครับ

  1. การยกพื้นสำหรับที่นั่ง (Tiered Seating / Risers) การยกพื้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุกที่นั่งมองเห็นจอได้ชัดเจนโดยไม่มีหัวของคนข้างหน้าบัง (Clear Sightline) หลักการสำคัญ: ความสูงที่ต้องยก กฎง่ายๆ ที่ใช้กันคือ ระดับสายตาของคนที่นั่งแถวหลัง ควรจะสูงกว่าระดับสายตาของคนนั่งแถวหน้าอย่างน้อย 12-15 เซนติเมตร (ประมาณ 5-6 นิ้ว) การคำนวณความสูงของแต่ละขั้น: จากแผนของคุณที่มี 4 แถว เราสามารถคำนวณความสูงของพื้นแต่ละระดับได้ดังนี้:

  • แถวที่ 1 (แถวหน้าสุด): อยู่บนพื้นปกติของห้อง = ความสูง 0 ซม.

  • แถวที่ 2: ต้องยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นปกติ = สูง 15 ซม.

  • แถวที่ 3: ต้องยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นปกติ = สูง 30 ซม. (สูงกว่าแถวที่ 2 ไปอีก 15 ซม.)

  • แถวที่ 4 (แถวหลังสุด): ต้องยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นปกติ = สูง 45 ซม. (สูงกว่าแถวที่ 3 ไปอีก 15 ซม.) ความลึกของแต่ละขั้น: แต่ละขั้นต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับวางเก้าอี้และพื้นที่ให้คนเหยียดขา (Legroom)

  • ความลึกเก้าอี้ + พื้นที่สัญจร: ประมาณ 80-90 ซม.

  • พื้นที่เหยียดขา: ประมาณ 30-40 ซม.

  • รวมความลึกที่แนะนำต่อแถว: อย่างน้อย 110 - 120 ซม. เมื่อคำนวณแล้ว 4 แถวจะใช้ความลึกทั้งหมดประมาณ 4 x 1.20 เมตร = 4.8 เมตร ซึ่งลงตัวกับความยาวห้อง 8 เมตร และเหลือพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังอย่างพอเหมาะครับ

  1. สัดส่วนทองคำ: ระยะจอ, ที่นั่ง, ประตู A. ขนาดจอและระยะห่าง (Screen & Seating Distance) สำหรับห้องยาว 8 เมตร:

  • ความกว้างของจอ (Screen Width): ขนาดที่เหมาะสมคือประมาณ 4.0 - 4.5 เมตร (ประมาณ 158 - 177 นิ้ว)

  • ระยะห่างของแถวแรก: ไม่ควรใกล้จอเกินไป ตำแหน่งที่ดีคือ ประมาณ 2.5 - 3.0 เมตร จากหน้าจอ

  • ความสูงของจอ: ขอบล่างของจอภาพควรสูงจาก "พื้นของแถวแรก" (คือพื้นห้องปกติ) ประมาณ 1.0 - 1.2 เมตร เพื่อให้คนแถวแรกไม่ต้องเงยหน้ามากเกินไป B. การจัดวางที่นั่งและทางเดิน (Seating & Aisles) แผนของคุณ (ฝั่งละ 4x5 ตัว 2 ฝั่ง) ยอดเยี่ยมมากครับ เรามาคำนวณความกว้างกัน:

  • ขนาดเก้าอี้: เก้าอี้โรงหนังมาตรฐานมักจะกว้างประมาณ 60 ซม.

  • ความกว้างฝั่งที่นั่ง: 5 ตัว x 60 ซม. = 3.0 เมตรต่อฝั่ง

  • ทางเดินกลาง (Center Aisle): เพื่อความสบายและปลอดภัย ควรมีความกว้างอย่างน้อย 1.2 - 1.5 เมตร

  • รวมความกว้างทั้งหมด: 3.0 ม. (ที่นั่ง) + 1.5 ม. (ทางเดิน) + 3.0 ม. (ที่นั่ง) = 7.5 เมตร

    • ซึ่งขนาดนี้ ลงตัวพอดี กับความกว้างห้อง 8 เมตร และเหลือพื้นที่ข้างผนังฝั่งละ 25 ซม. สำหรับติดตั้งผ้าม่านหรือแผ่นซับเสียงได้อีกด้วย C. ตำแหน่งประตู (Door Placement)

  • ตำแหน่งที่ดีที่สุด: คือ "ด้านหลังสุดของห้อง ตรงกลางของทางเดิน"

  • เหตุผล: เป็นตำแหน่งที่รบกวนสายตาของผู้ชมท่านอื่นน้อยที่สุด หากมีคนเปิดประตูเข้า-ออกระหว่างฉาย แสงจากภายนอกจะไม่สาดเข้าจอโดยตรง

  • ความปลอดภัย: ประตูควรเป็นบาน "ผลักออก" จากห้องฉายเสมอ ตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย

Last updated