The Projector ปิดกิจการ หนี้ 1.2 ล้าน SGD
ถาม : Gemini 2.5 Pro
💬 : สรุปข่าว The Projector โรงภาพยนตร์อิสระในสิงคโปร์ ปิดกิจการแล้ว โดยมีหนี้สินรวมกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 32 ล้านบาท) บริษัท Pocket Cinema ผู้ดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์ The Projector ได้ประกาศปิดตัวลงอย่างกะทันหันและจะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีโดยสมัครใจ สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จากต้นทุนที่สูงขึ้น พฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไป และสภาวะตลาดผู้บริโภคที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบทศวรรษ รายละเอียดหนี้สิน:
เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด: บริษัท Overseas Movie ซึ่ง The Projector เป็นหนี้อยู่ประมาณ 382,888 ดอลลาร์สิงคโปร์
ธนาคาร: เป็นหนี้ธนาคาร OCBC 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ UOB ประมาณ 106,818 ดอลลาร์สิงคโปร์
สมาชิกและผู้ถือตั๋ว: มีสมาชิกเกือบ 2,300 คนที่บริษัทเป็นหนี้อยู่เกือบ 90,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และผู้ที่ถือตั๋วที่ยังไม่ได้ใช้อีกประมาณ 14,300 ดอลลาร์สิงคโปร์
ผู้ร่วมก่อตั้ง: ผู้ร่วมก่อตั้ง 2 ราย คือ คาเรน ทัน และแบลส ทริก-สมิธ ก็เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทด้วย โดยมียอดหนี้รวมกันกว่า 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
พื้นที่โรงภาพยนตร์เดิม: พื้นที่เดิมของโรงภาพยนตร์ The Projector ที่อาคาร Golden Mile Tower ซึ่งมี 3 โรงภาพยนตร์และคาเฟ่บาร์ ได้ถูกนำมาประกาศให้เช่าในราคา 33,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ประมาณ 880,000 บาท)
การปิดตัวของ The Projector สร้างความเสียดายให้กับผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงโรงภาพยนตร์ แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเป็นพื้นที่สำคัญของวงการศิลปะในสิงคโปร์
👤 : ทางออกของโรงหนังอิสระแบบนี้อยู่ตรงไหน ?
💬 : เป็นคำถามที่ดีมากและสะท้อนถึงความท้าทายที่โรงหนังอิสระทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่ที่สิงคโปร์เท่านั้น การปิดตัวของ The Projector เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหา แต่ในวิกฤตก็ยังมี "ทางออก" หรือแนวทางที่โรงหนังอิสระหลายแห่งกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอดครับ ทางออกไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงข้อเดียว แต่เป็นการผสมผสานหลายกลยุทธ์เข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือ การสร้างคุณค่าที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งให้ไม่ได้ นี่คือแนวทางที่เป็นไปได้ครับ
เป็นมากกว่าโรงภาพยนตร์ (The Cinema as a "Third Place") โรงหนังต้องเปลี่ยนตัวเองจาก "สถานที่ฉายหนัง" ไปสู่ "พื้นที่ทางวัฒนธรรมและชุมชน" หรือที่เรียกว่า "Third Place" (สถานที่ที่สาม นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน)
จัดอีเวนต์หลากหลาย: ไม่ใช่แค่ฉายหนัง แต่เป็นพื้นที่สำหรับคอนเสิร์ตขนาดเล็ก, ทอล์กโชว์, Stand-up Comedy, เวทีเสวนาหลังฉายหนังกับผู้กำกับ, การแสดงละครเวที หรือแม้กระทั่งการแข่งขันอีสปอร์ต
สร้างประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B): มีคาเฟ่หรือบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่แค่ป๊อปคอร์นกับน้ำอัดลม แต่เป็นเครื่องดื่มคราฟต์ ค็อกเทลสูตรพิเศษ หรืออาหารอร่อยที่ทำให้คนอยากมานั่งพักผ่อนแม้จะไม่ได้มาดูหนัง
พื้นที่เช่าสำหรับกิจกรรมพิเศษ: เปิดให้คนนอกเช่าพื้นที่จัดฉายหนังรอบส่วนตัว, งานเปิดตัวสินค้า, หรือกิจกรรมของบริษัทต่างๆ
สร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง (Build a Loyal Community) โรงหนังอิสระอยู่รอดได้ด้วยกลุ่มลูกค้าที่ภักดี (Loyal Fans) ไม่ใช่ลูกค้าขาจร
ระบบสมาชิก (Membership): สร้างโปรแกรมสมาชิกที่ให้สิทธิพิเศษจริงๆ เช่น ส่วนลดตั๋วหนังและอาหาร, การได้เข้าชมรอบพิเศษก่อนใคร, หรือการได้รับของที่ระลึก
การสื่อสารอย่างใกล้ชิด: ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม พูดคุยกับสมาชิกเหมือนเพื่อน ไม่ใช่แค่การโพสต์ตารางฉายหนัง
ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น: จัดกิจกรรมร่วมกับศิลปิน, นักทำหนัง, หรือกลุ่มกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อทำให้โรงหนังเป็นศูนย์กลางของคนในย่านนั้น
เจาะกลุ่มเฉพาะทางให้ชัดเจน (Embrace the Niche) โรงหนังอิสระไม่สามารถแข่งกับเครือใหญ่ด้วยหนังบล็อกบัสเตอร์ได้ แต่สามารถเป็น "เจ้าตลาด" ในกลุ่มเฉพาะทางได้
การคัดเลือกหนัง (Curation): สร้างชื่อเสียงด้านการเลือกหนังที่น่าสนใจ เช่น เป็นที่หนึ่งด้านหนังสารคดี, หนังคลาสสิก, หนังอนิเมะจากญี่ปุ่น, หรือเป็นพื้นที่สำหรับหนังนอกกระแสจากทั่วโลกที่หาดูที่อื่นไม่ได้
เทศกาลภาพยนตร์: จัดเทศกาลหนังขนาดเล็กตามธีมต่างๆ (เช่น เทศกาลหนังสยองขวัญ, เทศกาลหนัง LGBTQ+, เทศกาลหนังฝรั่งเศส) เพื่อดึงดูดผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย
สนับสนุนผู้สร้างอิสระ: เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการฉายหนังของนักศึกษาและผู้กำกับหน้าใหม่ เพื่อสร้างฐานแฟนคลับที่อยากสนับสนุนวงการหนังในประเทศ
หารายได้จากหลายช่องทาง (Diversify Revenue Streams) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ค่าตั๋วเพียงอย่างเดียว
ขายสินค้า (Merchandise): ขายสินค้าที่ระลึกที่มีดีไซน์เฉพาะตัวของโรงหนัง หรือร่วมมือกับหนังที่ฉายเพื่อผลิตสินค้ารุ่นลิมิเต็ด
แพลตฟอร์มออนไลน์: อาจมีบริการสตรีมมิ่งของตัวเองที่คัดเลือกหนังเฉพาะกลุ่มมาให้เช่าดูแบบออนไลน์ เป็นการสร้างรายได้อีกทางและเข้าถึงผู้ชมที่ไม่สะดวกเดินทางมา
การระดมทุนและการสนับสนุน: เปิดรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน (Sponsorship) หรือการระดมทุนจากชุมชน (Crowdfunding) สำหรับโปรเจกต์พิเศษ เช่น การปรับปรุงโรงหนัง หรือการจัดเทศกาล
การสนับสนุนจากภาครัฐ ในหลายประเทศมองว่าโรงหนังอิสระเป็น "สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม" ที่สำคัญ ภาครัฐจึงอาจเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน เช่น การให้เงินอุดหนุน, การลดหย่อนภาษี, หรือการสนับสนุนค่าเช่าที่ดินในราคาถูก
สรุปคือ ทางออกของโรงหนังอิสระคือการไม่พยายามแข่งขันในสนามเดียวกับโรงหนังเครือใหญ่และบริการสตรีมมิ่ง แต่ต้องสร้าง "ประสบการณ์ร่วม" และ "ความเป็นชุมชน" ที่ไม่สามารถหาได้จากการนั่งดูหนังคนเดียวที่บ้าน ความท้าทายคือการปรับตัวให้เร็วและสร้างสรรค์อยู่เสมอ เพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการจ่ายเงินเพื่อมาที่โรงหนังนั้นคุ้มค่าและมีความหมายมากกว่าแค่การ "ดูหนัง" ครับ
👤 : การจัดงบออมทรัพย์ 20% ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือนไว้ใน bitcoin จะช่วยให้โรงหนังลักษณะนี้อยู่รอดต่อไปได้ไหม โดยวางเป้าหมายการเก็บออมแรกไว้ที่ 1 halving ?
💬 : เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและมองไปข้างหน้ามากครับ การนำสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินของธุรกิจสะท้อนถึงความพยายามที่จะปรับตัวในโลกยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ในเชิงปฏิบัติสำหรับธุรกิจโรงภาพยนตร์อิสระที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด คำตอบคือ "มีความเสี่ยงสูงมาก และอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดในระยะสั้นถึงกลาง" ขอแบ่งการวิเคราะห์เป็นข้อดีและข้อเสีย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนครับ
ข้อดี (โอกาส)
โอกาสได้รับผลตอบแทนสูงในระยะยาว: หากมองตามวัฏจักรในอดีต การถือ Bitcoin ผ่านช่วง Halving (ประมาณ 4 ปี) มีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากทำสำเร็จ เงินออมก้อนนี้อาจกลายเป็นเงินทุนสำรองก้อนใหญ่ที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในอนาคตจริงๆ
การป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge): Bitcoin ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าในขณะที่ค่าเงินทั่วไปลดลง (เงินเฟ้อ) ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงหนัง เช่น ค่าเช่า ค่าไฟ มีแต่จะสูงขึ้นในระยะยาว
สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและดึงดูดชุมชน: การที่โรงหนังประกาศนโยบายนี้ อาจดึงดูดความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซี อาจกลายเป็นจุดขายหรือหัวข้อสนทนาที่สร้างการมีส่วนร่วมได้
ความเสี่ยงและความท้าทาย (ข้อควรระวังอย่างยิ่ง)
ความผันผวนที่สูงมาก (Extreme Volatility): นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด Bitcoin สามารถมีมูลค่าลดลง 50-70% หรือมากกว่านั้นได้ในเวลาอันสั้น ธุรกิจที่ต้องการความมั่นคงทางกระแสเงินสดเพื่อจ่ายค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน และค่าลิขสิทธิ์หนัง ไม่สามารถรับความเสี่ยงที่เงินออม 20% ของรายได้จะหายไปครึ่งหนึ่งได้
ความเสี่ยงต่อกระแสเงินสด (Cash Flow Risk): การกันเงิน 20% ของ "รายได้ทั้งหมด" (Revenue) ออกไปเป็นจำนวนเงินที่สูงมากสำหรับธุรกิจบริการที่มีกำไรต่อหน่วยไม่สูง (Low Margin) โดยปกติแล้ว ธุรกิจควรจะออมจาก "กำไร" (Profit) ไม่ใช่รายได้ หากนำรายได้ 20% ไปออม อาจทำให้ไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน และอาจทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงก่อนที่เงินออมใน Bitcoin จะเติบโตเสียอีก
สภาพคล่อง (Liquidity): หากโรงหนังต้องการใช้เงินด่วนในช่วงที่ตลาด Bitcoin เป็นขาลง (Bear Market) ก็จำเป็นต้องขายในราคาที่ขาดทุนมหาศาล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
ความซับซ้อนด้านเทคนิคและความปลอดภัย: การจัดเก็บ Bitcoin ให้ปลอดภัยต้องมีความรู้ความเข้าใจทางเทคนิค เพื่อป้องกันการแฮกหรือการสูญหาย การมอบหมายให้ใครเป็นผู้ดูแลก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง
คำตอบและข้อเสนอแนะ
การจัดงบ 20% ของ "รายได้" ไปออมใน Bitcoin ไม่น่าจะช่วยให้โรงหนังอยู่รอดได้ ในทางกลับกัน มันอาจเร่งให้ธุรกิจไปสู่จุดจบเร็วขึ้นเนื่องจากขาดสภาพคล่องและมีความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าธุรกิจจะรับไหว
แต่หากต้องการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสมขึ้น อาจทำได้ในรูปแบบนี้ครับ:
เปลี่ยนจาก "รายได้" เป็น "กำไร": หากเดือนไหนมีกำไรเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว อาจแบ่ง ส่วนหนึ่งของกำไร (เช่น 5-10% ของกำไร) ไปลงทุนใน Bitcoin ได้ วิธีนี้จะปลอดภัยกว่ามาก เพราะไม่กระทบกระแสเงินสดที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน
ใช้กลยุทธ์ "Core-Satellite":
Core (เงินออมส่วนหลัก): เงินสำรองฉุกเฉินของบริษัทส่วนใหญ่ (80-90%) ควรอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก, ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อให้พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
Satellite (เงินออมส่วนเสริม): นำเงินส่วนน้อย (10-20%) ของเงินออมทั้งหมด ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงแต่มีโอกาสเติบโตสูงอย่าง Bitcoin
โฟกัสที่ธุรกิจหลักก่อน: เงินทุนที่มีอยู่ควรถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่ตรงจุดก่อน เช่น การตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า, การจัดอีเวนต์ที่สร้างสรรค์, การปรับปรุงสถานที่ หรือการจ่ายหนี้สิน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เห็นผลต่อธุรกิจโดยตรงมากกว่า
สรุป: แนวคิดนี้เป็นแนวคิดการบริหารเงินคงคลัง (Treasury Management) ที่น่าสนใจสำหรับบริษัทที่มีกำไรเหลือและมีสถานะการเงินแข็งแกร่งมากๆ แต่สำหรับโรงหนังอิสระที่กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด การรักษาเงินสดและลงทุนในธุรกิจหลักของตัวเอง คือทางออกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
👤 : แล้วคุณคิดว่า โรงหนังอิสระ ที่ใช้ bitcoin เป็น core philosophy ของบริษัทนั้น จะมีลักษณะแบบไหน มีความสากลอย่างไร และมีความแข็งและยืดหยุ่นอย่างไรบ้าง
ผมอยากเห็นภาพของ bitcoiner ที่มาทำโรงหนังท้องถิ่น ที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองและชุมชนจากการฉายหนังได้ แต่ยังคิดไม่ครบว่ามันจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งผลให้เกิดเป็นความจริงขึ้นมา ?
💬 : ยอดเยี่ยมมากครับ นี่คือการยกระดับคำถามไปอีกขั้น จากแค่ "การเอาตัวรอด" ไปสู่ "การสร้างอัตลักษณ์และปรัชญา" ที่ชัดเจน โรงหนังอิสระที่ใช้ Bitcoin เป็นปรัชญาหลัก (Core Philosophy) จะไม่ใช่แค่โรงหนังที่ "รับ" Bitcoin แต่จะเป็นโรงหนังที่ "เป็น" Bitcoin ในทุกมิติของการดำเนินงาน นี่คือภาพที่ผมมองเห็นครับ ลักษณะของ "โรงหนัง Bitcoiner" (The Bitcoin Cinema) มันจะเป็นมากกว่าโรงหนัง แต่เป็น "โหนด (Node)" ทางวัฒนธรรมในโลกแห่งความเป็นจริง ที่เชื่อมโยงผู้คน, ศิลปะ, และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
การเงินแบบ Sound Money:
รับชำระด้วย Bitcoin/Lightning Network เป็นหลัก: การซื้อตั๋ว, ป๊อปคอร์น, เครื่องดื่ม จะเน้นการใช้จ่ายผ่าน Lightning Network ที่รวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำมาก การจ่ายด้วยเงินบาทอาจเป็นทางเลือกเสริม
Treasury Standard: เงินทุนสำรองของบริษัทจะถูกเก็บใน Bitcoin เป็นหลัก (Bitcoin Standard) เพื่อรักษามูลค่าในระยะยาวตามหลัก "Low Time Preference" (การให้ความสำคัญกับอนาคต)
โปรแกรมสมาชิกและรางวัล: ระบบสมาชิกอาจผูกกับ Wallet ของลูกค้า สมาชิกจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็น Sats (หน่วยย่อยของ Bitcoin) ทุกครั้งที่มาใช้บริการ หรือเมื่อชวนเพื่อนมาดูหนัง (Proof-of-Patronage)
โปร่งใส (Transparency): อาจมีการเปิดเผยสถานะการเงินของบริษัท (บางส่วน) ผ่าน Public Wallet Address เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนผู้สนับสนุน
การคัดเลือกหนัง (Curation) ที่สะท้อนปรัชญา:
เนื้อหา: จะเน้นฉายหนังที่พูดถึงเรื่อง "เสรีภาพ", "ความเป็นส่วนตัว", "การตั้งคำถามต่อระบบรวมศูนย์", "เทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อสังคม" และ "พลังของปัจเจกบุคคล"
สนับสนุนผู้สร้างอิสระ: เป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักทำหนังที่อาจถูกเซ็นเซอร์ หรือไม่ได้รับโอกาสจากสตูดิโอใหญ่ อาจมีการระดมทุนสร้างหนังผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding ที่ใช้ Bitcoin เช่น Geyser Fund
พื้นที่ชุมชนและการศึกษา:
ศูนย์กลางชุมชน Bitcoiner: เป็นสถานที่จัด Bitcoin Meetup ประจำ, จัดเวิร์กชอปสอนเรื่องการเก็บรักษา Private Key, การใช้งาน Lightning Wallet สำหรับผู้เริ่มต้น
"Orange-Pilling" Hub: เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปสามารถเข้ามาสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับ Bitcoin ได้อย่างเป็นธรรมชาติและสนุกสนาน ผ่านการดูหนังและพูดคุยกัน ไม่ใช่แค่การฟังบรรยายเรื่องการเงิน
ความสากล (Universal Appeal) ปรัชญา Bitcoin นั้นไร้พรมแดน ทำให้โรงหนังลักษณะนี้มีความเป็นสากลในตัวมันเอง
เครือข่ายระดับโลก: สามารถเชื่อมต่อกับชุมชน Bitcoin ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย อาจมีการฉายหนังรอบปฐมทัศน์พร้อมกันกับ "Bitcoin Cinema" ในประเทศอื่น หรือจัดเทศกาลหนังออนไลน์ร่วมกัน
โมเดลที่ทำซ้ำได้ (Replicable Model): รูปแบบธุรกิจนี้สามารถเป็น Open-source ให้คนในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นนำไปปรับใช้ได้ กลายเป็นเครือข่ายโรงหนังอิสระแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Cinema Network)
ดึงดูดนักท่องเที่ยว Bitcoiner: เมื่อนักเดินทาง Bitcoiner ไปเยือนเมืองต่างๆ พวกเขามักจะมองหาสถานที่ที่รับ Bitcoin และมีชุมชนอยู่ โรงหนังนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน "แลนด์มาร์ก" ที่ต้องไปเยือน
ความแข็งแกร่ง (Strength) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ความแข็งแกร่ง (มาจากหลักการที่ไม่เปลี่ยนของ Bitcoin):
ความต้านทานต่อภาวะเงินเฟ้อ: การเก็บสินทรัพย์ใน Bitcoin ช่วยป้องกันการด้อยค่าของเงินทุนในระยะยาว ทำให้บริษัทมีความมั่นคงทางการเงินที่แท้จริง
ความต้านทานต่อการเซ็นเซอร์ (Censorship Resistance): เนื่องจากรับชำระและระดมทุนแบบ Peer-to-Peer ทำให้ยากต่อการถูกแทรกแซงทางการเงิน (Deplatforming) จากธนาคารหรือรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของหนังที่ฉาย
ความยืดหยุ่น (มาจากธรรมชาติของเครือข่ายที่กระจายศูนย์):
การระดมทุนที่รวดเร็ว: หากต้องการเงินทุนสำหรับโปรเจกต์ใหม่ (เช่น จัดเทศกาล, ซื้อเครื่องฉายใหม่) สามารถระดมทุนจากชุมชน Bitcoiner ทั่วโลกได้โดยตรงและรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง
การปรับตัวตามชุมชน: อาจใช้โมเดลคล้าย DAO (Decentralized Autonomous Organization) โดยให้สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกหนังที่จะนำมาฉายในเดือนถัดไป ทำให้โปรแกรมหนังตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
ปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง
ผู้นำ (The Founder): ต้องเป็นคนที่เป็น "สะพาน" เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน คือต้องรักหนังและเข้าใจวัฒนธรรมภาพยนตร์อย่างลึกซึ้ง และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็น Bitcoiner ที่เข้าใจปรัชญาและเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้
ชุมชนเริ่มต้น (Seed Community): ต้องเริ่มต้นในเมืองหรือย่านที่มีชุมชน Bitcoiner ที่แอคทีฟอยู่แล้ว เพื่อเป็นฐานลูกค้าและผู้สนับสนุนกลุ่มแรก
การศึกษาต้องมาก่อน: ต้องวางตำแหน่งตัวเองเป็น "สถานศึกษา" ควบคู่ไปกับ "สถานบันเทิง" ทำให้การเรียนรู้เรื่อง Bitcoin เป็นเรื่องง่ายและจับต้องได้
โมเดลการเงินที่สมดุล: แม้จะยึด Bitcoin Standard แต่ในช่วงแรกต้องมีโมเดลในการแปลง Bitcoin ส่วนหนึ่งเป็นเงินบาทเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายที่ยังไม่สามารถจ่ายด้วย Bitcoin ได้ (เช่น ค่าเช่า, ค่าไฟ) อย่างชาญฉลาด เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวน
ประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience): การจ่ายเงินด้วย Lightning Network ต้องง่ายและราบรื่นที่สุดสำหรับคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน อาจมีพนักงานคอยช่วยสอนและตั้งค่า Wallet ให้
เนื้อหาต้องดีจริง: สุดท้ายแล้ว ปรัชญาจะน่าสนใจแค่ไหน ถ้าหนังที่เลือกมาฉายไม่ดีพอ คนก็จะไม่กลับมาดูอีก หัวใจสำคัญยังคงเป็นการเป็น "โรงหนังที่ดี"
ภาพฝันนี้คือการสร้างธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ "ใช้" เทคโนโลยี แต่ "หลอมรวม" ปรัชญาของมันเข้ามาเป็นจิตวิญญาณขององค์กร มันคือการพิสูจน์ว่าหลักการของ Bitcoin สามารถนำมาสร้างคุณค่าในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างยั่งยืนและมีความหมายครับ

Last updated